thai TH us EN
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: เตือนสติ  (อ่าน 597 ครั้ง)
เด็กผาซัน
Newbie
*
กระทู้: 7


« เมื่อ: มีนาคม 13, 2010, 04:37:50 PM »

ไม่มีไฟใดเสมอด้วยราคะ
ไม่มีโทษใดเสมอด้วยโทสะ
ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยเบญจขันธ์
ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ


ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต
คนที่ถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียว
หรือถูกนินทาโดยส่วนเดียว ไม่มี

ถึงจะทำประโยชน์แก่คนอื่นมากมาย
ก็ไม่ควรจะทิ้งจุดมุ่งหมายปลายทางของตน
เมื่อรู้ว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายปลายทางของตนแล้ว
ก็ควรใฝ่ใจขวนขวาย  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 16, 2010, 12:57:19 PM โดย เด็กลำน้ำโขง » บันทึกการเข้า

โท-ซอง
Newbie
*
กระทู้: 21


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 14, 2010, 09:51:43 PM »

คมดีมากครับ
บันทึกการเข้า

kuy chai
Newbie
*
กระทู้: 10


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 01:14:03 PM »

คิดยังไงบ้าง เมื่อคุณอ่านจบ
แม่ของฉัน กับเจ้านายของฉัน ......... ใคร เคยทำกับแม่แบบนี้บ้าง ?
 ทุกวัน ฉันต้องตื่นเช้า เข้างานแปดโมง วันนี้..ก็เหมือนเคย
 แต่เมื่อคืนฉันทำงานจนดึก
ตื่นสาย.. อารมณ์ตอนนั้น โมโหตัวเองมาก ที่ลืมตั้งนาฟิกาปลุก
(โดนเจ้านายด่าแน่ๆ )
แม่มาเคาะประตูห้อง .... “ ตื่นหรือยังลูก หกโมงแล้ว “
ฉันหงุดหงิดมาก........... โธ่ !! แล้วทำไมแม่ไม่ปลุกหนูให้เร็วกว่านี้
เนี่ย..หนูไปทำงานไม่ทันแล้ว วันนี้..มีประชุมด้วย
“ แม่ทำข้าวต้มให้หนูอยู่ เมื่อคืนเห็นนอนดึก
อยากให้กินอะไรร้อนๆหน่อย “ ........
แม่ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่กง ไม่กินมันแล้ว
.....แม่จับแขนฉันเบาๆก่อนเดินออกจากห้อง
อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ ลงมาข้างล่าง แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว
“ กินข้าวต้มกับแม่ก่อนนะลูกนะ แม่รอหนูอยู่ “
หนูไม่กิน พูดโดยไม่มองหน้าแม่ เดินออกมาจากบ้านทันที
ถึงที่ทำงาน
“ ไม่รู้หรืองัย ว่าวันนี้มีประชุม แล้วรายงานอยู่ไหน “
ยกมือไหว้ .. ขอโทษค่ะพี่....รีบส่งรายงานให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
“ พี่เลื่อนประชุมไปเป็น 10 โมงนะ เดี๋ยวช่วยไปหาอะไรให้พี่กินหน่อยสิ “ ...
ได้ค่ะพี่ ...
วิ่งเข้าห้องครัว หยิบโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป รีบ รีบ รีบ เติมน้ำร้อน ...
ว๊า !! น้ำร้อนลวกมือ ...
มาแล้วค่ะพี่ โจ๊กร้อนๆเลยค่ะ....
ออกจากห้องประชุมเกือบเที่ยง แม่โทรมาจากบ้าน
“ เมื่อเช้า.. หนูวางผ้าเช็ดหน้าไว้ตรงไหนลูก แม่หาในตะกร้าไม่เจอ
จะเอาไปซักน่ะ “
หาไม่เจอก็ไม่ต้องซักหรอก หนูจำไม่ได้ คงโยนไว้ที่ไหนน่ะแหละ เมื่อเช้าหนูรีบ .......
“ ไม่เป็นไรลูก แล้วเย็นนี้..กลับกี่โมง มากินข้าวกับแม่นะ”
ยังไม่รู้หรอกแม่ ว่างานเสร็จเมื่อไหร่
ยังงัย..แม่กินไปก่อนเลยแล้วกัน ไม่ต้องรอ .....
วางหูโทรศัพท์ ก้มหน้า ก้มตาทำงาน เอาใจเจ้านาย ....
“เอ!! พี่วางบัญชีรายชื่อลูกค้าทิ้งไว้แถวนี้มั่งรึเปล่า ไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหน หาไม่เจอ..
ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูช่วยหา
พี่ลงไปทานข้าวเถอะค่ะเที่ยงกว่าแล้วนะคะ
.... หา หา หา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
โธ่..พี่ขา ก็พี่มาทำหล่นไว้ใต้เก้าอี้ในห้องประชุมนี่นา
โอย !! เที่ยงครึ่งแล้ว ลงไปกินข้าวไม่ทันแน่ๆ
ไม่เป็นไร..บะหมี่ซักห่อพออิ่มก็แล้วกัน
....พี่คะ
เจอแล้วนะคะ พี่ทำหล่นไว้ที่ห้องประชุมค่ะ
“ อ้าว..เหรอ “ รับเอกสารคืน ไม่มีแม้แต่ขอบใจสักคำ
แต่ฉันกลับปลื้ม ที่ทำให้เจ้านายพอใจได้ ใกล้เลิกงานแล้ว.. รีบกลับบ้านไปนอนดีกว่า
“ ช่วยแก้งานตรงนี้ให้พี่หน่อยนะ เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะพี่เลย พี่กลับก่อนล่ะ
ว่าแต่ว่า เราน่ะมีธุระอะไรรึเปล่า คงต้องกลับช้านิดนึงนะวันนี้ “
... ยิ้มรับ.. ไม่มีธุระอะไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูพิมพ์ให้เลยค่ะ
โทรหาเจ้านายตอนเกือบทุ่ม .. พี่ขา หนูแก้ไข และตรวจทานเรียบร้อยแล้วค่ะ
หนูวางไว้บนโต๊ะนะคะ
“ กลับดึกจังลูก จะอาบน้ำก่อน หรือ กินข้าวก่อนล่ะ ?? “
....เงียบไม่มีเสียงตอบ
ไม่มีรอยยิ้ม ...
“ มา มา แม่ช่วย “ แม่รวบของจากมือฉันไปวางบนโต๊ะ ...
หนูเหนื่อยมากเลยแม่
หนูอยากพักผ่อน
กำลังจะเดินขึ้นห้อง ...
ฮัลโหล..สวัสดีค่ะ..เจ้านายเหรอคะมีอะไรรึเปล่าคะ ...
อ๋อ !! ไม่ยุ่งค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการให้เลยค่ะ
กุลี กุจอ เปิดคอมพิวเตอร์ ... เจ้านายคะ เรียบร้อยแล้วค่ะ
แม่..หายไปไหน ในครัวไม่มี ห้องนอนไม่มี
. . . แม่นั่งอยู่หลังบ้านเหงา ๆ คนเดียว . . .
 
แม่แอบร้องไห้ ... เพราะฉันสินะ ฉันทำให้แม่ต้องร้องไห้
แม่..ดูแลฉันมาทั้งชีวิต
เป็นห่วงฉัน รักฉันมากกว่าใครๆ
แต่..ฉันตอบแทนได้สาสมเหลือเกิน
ฉันเริ่มทบทวน... เจ้านายคนที่ให้เงินเดือนฉัน กับ แม่คนที่ให้ความเป็นคนแก่ฉัน
เพื่อประจบสอพลอเจ้านาย ฉันทำร้ายผู้ให้กำเนิดได้เพียงนี้เลยหรือ..
แม่ ...
หนูขอโทษ
ใคร??? เคยเป็นแบบฉันบ้าง .......
 
ใน ชั่วชีวิตของคุณ คุณอาจจะเปลี่ยนงานหลายๆ ครั้ง คุณอาจจะมีเจ้านายนับไม่ถ้วน แต่ตลอดชีวิตของคุณ.....คุณมีแม่มีเพียงคนเดียวครับ คนเดียวจริงๆ ทำดีกับท่านไว้เถอะครับ อย่าทำให้ท่านต้องร้องไห้เพราะการกระทำของคุณเลย....คุณอาจจะรักท่านน้อยลง ทุกๆ วัน แต่ท่านไม่เคยรักคุณลดลงเลย ตรงกันข้ามท่านกลับรักและเป็นห่วงคุณมากขึ้นทุกๆ วัน....
 
 
บันทึกการเข้า

Ferdinan_Mufc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 05:36:53 PM »

 ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้  ร้องไห้
บันทึกการเข้า

Ferdinan_Mufc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 05:37:46 PM »

...
บันทึกการเข้า

tusanee
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 18, 2010, 06:20:19 PM »

   เมื่ออ่านตอบ#2 จบ  แล้วรู้สึกว่า ทำไมคนเราถึงไม่โทษตัวเอง  ฮืม

การที่ไปทำงานสาย แล้วไปโทษแม่ ว่ามาปลุกช้า...แม่ผิดหรอ?
การที่แม่ต้องคอยถามโน้น ถามนี่ คุณ...แม่วุ่นวายหรอ?...
หรือเพราะว่าท่านรักและเป็นห่วงคุณ?...
การที่คุณเหนื่อยมาจากการทำงาน แล้วคุณมาอารมณ์เสียใส่แม่
คุณทำถูกแล้วหรอ ?...ทำไมคุณไม่แยกแยะล่ะ

คนเราทุกคนมีเรื่องเครียดกับงานกันทั้งนั้น  แต่เราต้องควบคุมสติให้ได้
อย่าให้เรื่องงาน มาทำให้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวคุณลดน้อยลง ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

peeyozy
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 19, 2010, 02:35:09 PM »

จากบทความของคุณ kuy chai รู้สึกดีมากๆ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญกับครอบครัว ทั้งพ่อแม่ พี่ๆน้องๆ เราให้มาก เพราะถึงแม้เราจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เสียใจ หรือร้องไห้กับเรื่องต่างๆ คนที่ร้องไห้กับเรา คนที่อยู่ปลอบใจเรา เห็นเราเป็นเด็กเสมอ และพร้อมให้คำปรึกษา ก็คือพ่อแม่ นั่นเอง พอแค่นี้ดีกว่าอยากจะร้องไห้แล้ว(คิดถึงแม่)....ใกล้สงกรานต์นแล้วก็อยากให้พี่ๆเพื่อนๆKVNกลับไปชาร์ทพลังชาร์ทแบตฯกับครอบครัวให้เต็มที่เลยนะค่ะ สู้ๆ ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 19, 2010, 04:07:19 PM »

ดีท็อกซ์ใจ  เสริมเสน่ห์

เพราะความโกรธ  ความเครียด สร้างความเจ็บใจที่เป็นมากกว่าบาดแผลติดอยู่ในความทรงจำไป ไม่ว่านานแค่ไหน   หากเราอาบน้ำชำระกายให้สะอาดแล้ว  เราก็ควรชำระจิตใจให้สะอาด  ให้ใจรู้สึกเบาสบายไปด้วย  เรามารู้จักความโกรธเพื่อชนะความโกรธ กันดีกว่า  ‘ดังตฤน  ไมตรีเวช’  แบ่งความโกรธเป็น 3 ระดับ   โดยได้กล่าวว่า  “ทุกอย่างเริ่มต้นที่ความคิด  ถ้าเราคิดดี  อารมณ์ดี  มองโลกตามความจริง  ถือเป็นเสน่ห์ทางความคิดอย่างหนึ่ง      ลองสังเกตดู  ถ้าวันไหนเราอารมณ์ขุ่นมัว  เครียด   ทุกอย่างรอบตัวเราจะดูแย่ไปหมด  ไม่มีใครอยากเข้าใกล้  ไม่มีใครอยากคุยด้วย  เหมือนตกนรกเลย    เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดดี  อารมณ์ดี  คิดแบบใจเย็น  มันก็เป็นสวรรค์     หลายคนจะถามว่า ผมยังมีความโกรธมั้ย  ผมเป็นปุถุชนธรรมดา ย่อมยังมีความโกรธ  และกิเลสอยู่แล้ว    เพียงแต่โกรธแค่แป๊บเดียว ไม่ออกแรงเพิ่มให้โกรธมาก โกรธนาน ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงโกรธเป็นวันๆ  แต่พอเรารู้ทันความจริง  ยอมรับว่า ตอนนี้เราโกรธ ก็จะเห็นความโกรธค่อยๆ หายไป    การทำความรู้จักกับความโกรธ  เป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ความโกรธลดระดับลงได้   ความโกรธเปรียบเสมือนขุมนรก  มีแต่ความร้อนรุ่ม    ผมแบ่งระดับความโกรธเป็นนรก  3  ขุม   ดังนี้
นรกขุมใหญ่   คือ  ความโกรธขั้นที่ทำให้คนฆ่ากัน  ทำลายกันได้
นรกขุมกลาง   คือ  ความโกรธขั้นที่ทำให้คนใช้คำพูดด่ากัน  ตั้งใจพูดจาให้อีกฝ่ายเจ็บปวด จนถึงขั้นฆ่าตัวตายได้เลย
นรกขุมเล็ก   คือ  ความโกรธที่เผาผลาญใจเราให้หงุดหงิด  งุ่นง่าน  ไม่สงบ  ร้อนรน  แม้จะไม่รุนแรง ก็สร้างความรำคาญ และลดเสน่ห์ของเรา”

ดังนั้น มนุษย์ทุกคนมีนรกทั้ง  3  ขุม  พร้อมเกิดได้ตลอดเวลา  แต่ที่บ่อยที่สุดคงเป็นนรกขุมเล็ก  และวิธีรับมือเอาชนะความโกรธจากนรกทั้ง  3  ขุม ก็คือ เมื่อเราห้ามความโกรธไม่ได้  สิ่งที่เราทำได้ เพียงรู้ทัน รู้ว่ากำลังโกรธ  แล้วยอมรับตามจริง  ไม่ออกแรงเพิ่มความโกรธ  เช่น  เวลามีเรื่องขุ่นเคืองใจ  อย่างโดนรถคันอื่นปาดหน้า  รู้ว่าโกรธ  แต่ไม่ไปเพิ่มความโกรธ ด้วยการขับรถตามไปแซงคืน ให้รู้ว่าตอนนี้กำลังโกรธอยู่

เราต้องมองเข้าไปในจิตใจว่าโกรธ  ไม่ต้องพยายามกดไว้  ให้ยอมรับ  โกรธก็รู้ว่ากำลังโกรธ พอรับรู้เห็นว่าเรากำลังโกรธ  สักพักความโกรธจะค่อยๆ ลดลง   ภาวะ
ที่เรายอมรับความจริง คือ การที่เราเอาสติไปแทนที่ความเครียด  ความโกรธ  
    
วิธีฝึกความคิดให้เป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติของความคิด  รู้เท่าทันความจริง  คือ  การให้อภัย (อภัยทาน) รักษาศีล  ภาวนาเจริญสติ    
การให้อภัย  คือ  การมีแก่ใจ  ไม่แสดงความโกรธ  ไม่ถือสา  เมื่อทำจนใจชิน ก็จะไม่แสดงกิริยาออกทางวาจา  เช่น  รู้ว่าคนนี้ทำผิด  แทนที่เราจะเลือกด่าเขา  เราเลือกที่จะให้คำพูดอธิบายกับเขาแทน   นั่นก็คือ การมีแก่ใจให้อภัยแล้ว  การรักษาศีล  เป็นการห้ามใจไม่ให้ทำร้ายผู้อื่น  ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ  และการมีสติจะทำให้เรารู้ทันความคิดตามความเป็นจริง

รู้จักความโกรธกันแล้ว  จากนั้นมารู้วิธีดีท็อกซ์ใจกันบ้าง  ซึ่งก็คือ การเว้นวรรคใจให้เบาสบาย ก่อนอื่นต้องรู้ว่าสิ่งที่เราต้องดีท็อกซ์คืออะไร คุณดนัย จันทร์เจ้านาย  แบ่งระดับความโกรธ  ความเครียด  ความขุ่นมัวในใจ  เป็น  3  ระดับ  ดังนี้
ระดับตะกอนใจ   คือ  เป็นกลุ่มคนที่หงุดหงิดง่าย  ขี้โมโหง่าย  เป็นระดับความโกรธที่ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง  เพราะมีการแสดงออกชัดเจน  ด้วยการ  วีน  กรี๊ด
วิธีการแก้ คือ พอเจอเหตุการณ์อะไร  อย่าซีเรียส  ให้มองว่าขำ  ว่าตลก  ให้ปล่อยวาง  อันดับต่อไปคิดเสมอว่าเรากำลังเล่นบทนางเอก  อย่าแสดงกิริยาที่จะทำให้เสียอาการ  เพราะถ้าหงุดหงิดเราสามารถแปลงร่างจากนางเอกเป็นนางอิจฉาทันที   จากนั้นให้คิดว่าปัญหาที่เราเจอเป็นเรื่องเล็กๆ กระจอกๆ ไม่คู่ควรกับเราซึ่งเป็นระดับเทพ   ปัญหากระจอกๆ เหมาะกับคนกระจอกๆ เท่านั้น  และต้องพูด
ขอบคุณบ่อยๆ  ขอบคุณคนที่ทำให้เราโกรธ  เพราะเขาเป็นครูที่ทำให้เราเห็นโทสะกิเลสในใจเรา   สุดท้ายให้เปลี่ยนตัวเองไปทำอย่างอื่น  หนีจากเหตุการณ์ความโกรธ

ระดับก้อนกรวดใจ   คือ  จะนิ่งๆ  ใจเย็น  ไม่ค่อยหงุดหงิด  นานๆ จะเป็นระเบิดพลีชีพสักที  เป็นกลุ่มคนที่กดเก็บความโกรธสะสมตะกอนใจไว้จนกลายเป็นก้อนกรวด  พอเจอเหตุการณ์ที่เหมือนไปดึงสลักออก  ก็พร้อมระเบิดเผาทั้งตัวเอง และคนอื่น ให้เป็นจุณ  ถ้าสะสมมากๆ      กลุ่มนี้เกิดจากมีบาดแผลในใจ  แต่เก็บกดไว้
วิธีการแก้ คือ   1.  รักตัวเอง   เมตตาตัวเอง  ขอบคุณตัวเองให้มากๆ
                      2.  นึกว่า เราทุกคนเป็นพี่น้องร่วมโลกกัน  อย่าเอาแว่นขยาย  
                              ความโกรธไปส่องขยายสิ่งไม่ดีของคนอื่น  เพราะคนส่วนใหญ่
                              ชอบเพ่งโทษคนอื่น
                      3.  แผ่เมตตาให้ตัวเองมีความสุข  และให้คนอื่นๆ รอบข้างเรามี
                           ความสุข

ระดับสนิมใจ   เป็นขั้นตอนการตกผลึก  เป็นนางอิจฉาตัวแม่  ซึ่งเก็บความขมขื่น  จิตใจเก็บความโกรธเอาไว้  มีโลกส่วนตัวสูง  มีอดีตเยอะ  ไม่แสดงออก  ปล่อยให้อดีตจับอนาคตเป็นตัวประกัน ไม่ให้อภัยคนอื่น อยู่กับอดีตที่เจ็บปวด  ต้องดีท็อกซ์ในระดับก้นบึ้งหัวใจ
1. ดึงตัวเองออกมาจากอดีต  มีความสุขกับปัจจุบัน  อย่าอยู่กับคำว่า ทำไม ทำไม
2. อยู่กับปัจจุบัน  คิดเสมอว่า ทุกสิ่งที่เกิด ไม่ใช่เหตุบังเอิญ  เราอาจเคยไปก่อกรรมกับใครไว้  เขาถึงต้องทำกับเราเจ็บซ้ำ  ยินดีชดใช้ด้วยจิตใจเบิกบาน
3. ฝึกทำสมาธิ  ฝึกสติ  เว้นวรรคใจอยู่กับลมหายใจเข้า – ออก   การรู้ลมหายใจเข้า – ออก  เราจะใช้ออกซิเจนน้อยกว่าคนอื่น 7%  หมั่นแผ่เมตตาให้ตัวเอง  ให้คนอื่น  จนถึงขั้นอโหสิกรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2010, 04:12:32 PM โดย pinit » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
พิมพ์
 
กระโดดไป: