thai TH us EN
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
ผู้เขียน หัวข้อ: การดูแลสุขภาพ  (อ่าน 4019 ครั้ง)
pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #45 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2010, 02:59:50 PM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #46 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2010, 03:15:07 PM »

เบียร์ .... ประโยชน์ต่อสุขภาพ

ดื่มเบียร์เพียงวันละแก้ว ก็ช่วยให้ผิวคุณสวยขึ้นด้วยนะ..เพราะเบียร์มีสารต่างๆ
มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามิน และเกลือแร่ ช่วยให้เส้นประสาท และกล้ามเนื้อแข็งแรง

ประโยชน์ของเบียร์
เบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด มีวิตามิน และเกลือแร่ช่วยให้เส้นประสาท และกล้ามเนื้อแข็งแรง

สำหรับ คอเบียร์คงหูผึ่งเมื่อมีคนบอกว่าเบียร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็
ควรดื่มพอประมาณ แล้วเหตุใด ฝรั่งจึงบอกว่าเบียร์ดีมีประโยชน์

เหตุผลก็คือเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000 ชนิด รวมทั้งวิตามิน และเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาท และกล้ามเนื้อแข็งแรง     เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น

1. ป้องกันโรคหัวใจ จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 - 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

3. ช่วยลดความดันโลหิต แพทย์ชาวฮอลแลนด์ และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

4. ป้องกันเบาหวาน ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เหตุผลก็คือ เบียร์ ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดี นักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

5. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูก สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้  แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

6. ช่วยให้อายุยืน จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 - 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

7. ป้องกันท้องร่วง โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนม และน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วง ไม่ให้แพร่เชื้อจนท้องเสีย

8. ต้านความเครียด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์

9. ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี และในไต นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%

10. ป้องกันโรคนอนไม่หลับ สารจากดอก Hops ในเบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

11. ช่วยต้านมะเร็ง เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระตัวร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

12. ช่วยให้ผิวสวย ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3  และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจน และ
เม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียน และอ่อนนุม

และที่สำคัญ ดื่มพอประมาณนะครับ....

เพิ่มเติม... ประโยชน์ของเบียร์ ….. ที่มากกว่า … แค่ทำให้เมาแอ๋
ไม่ใช่ข้ออ้าง.... แต่นี่คือประโยชน์จริง ๆ ของเบียร์ที่มากกว่าแค่ให้ความดื่มด่ำ
จากรสชาติกับสุนทรีย์ในการละเลียดฟองเบียร์ใต้แอร์เย็นฉ่ำ..

ประโยชน์ของเบียร์ต่อไปนี้ อาจจะช่วยเป็นข้อแก้ตัวของคุณได้

1. ประคบเอ็นร้อยหวายด้วยเบียร์กระป๋อง
เบียร์กระป๋องเย็น ๆ ประคบกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวดได้ เช่นเดียวกับถุงน้ำแข็ง
ด้วยการนำเบียร์แช่เย็นเจี๊ยบประคบบริเวณที่ปวด ไม่ว่าจะเป็นปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต้นคอ หรืออาการปวดศีรษะ หรือใช้ผ้าพันแผลพันกระป๋องโลหะของเบียร์ให้ส่งความเย็นไปสู่กล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว

อย่าลืมวางผ้าบางๆ กั้นระหว่างกระป๋องเบียร์กับผิวของคุณ เพื่อป้องกันความเย็นจัด
หายปวดแล้วก็เปิดกระป๋องดื่มแก้เซ็งจากอาการเจ็บปวดได้อีกต่างหาก... 555

2. ใช้ดับไฟ
ในกรณีที่คุณไม่มีเครื่องดับเพลิงอยู่ใกล้ ๆ...เบียร์สักกระป๋องนำมาใช้แทนได้อย่างดี เพียงแค่เขย่ากระป๋องเบียร์เล็กน้อย และราดลงไปบนไฟ แต่เหมาะเฉพาะสำหรับ
ไฟเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อย่างเช่น ไฟที่ลุกไหม้บนตะแกรงปิ้งอาหาร
อย่าเผลอเอาเบียร์ไปดับเพลิงขนาดใหญ่เชียว เพราะคุณอาจโดนเพื่อนเตะเอาได้(เสียดายเบียร์)

3. หมักเนื้อ
เบียร์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เราจึงสมารถนำไปหมักเนื้อได้ เบียร์จะทำให้เนื้อที่เหนียว หมักแล้วอ่อนนุ่มลงได้... ข้อดีอีกอย่างของการหมักเนื้อด้วยเบียร์คือ
มันจะไม่ทำให้รสชาดของเนื้อที่หมักเปลี่ยนไป เหมือนหมักด้วยไวน์ หรือน้ำส้มสายชู   วิธีการหมักที่ได้ผลดีก็คือ เจาะเนื้อให้เป็นรูเล็ก ๆ 2-3 รู  จากนั้นนำไปใส่ในทัพเพอร์แวร์ แล้วเติมเบียร์เข้าไป นำไปแช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง
หรือถ้าจะให้เบียร์ซึมเข้าไปในเนื้อได้ดีขึ้น ควรแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน

4. ปลดล็อกที่ขึ้นสนิมด้วยเบียร์
ถ้าล็อคประตูของคุณเกิดขึ้นสนิมจนเปิดไม่ออก
ลองราดเบียร์ลงไป แล้วทิ้งไว้สักครู่ คาร์บอเนตในเบียร์ช่วยละลายสนิมที่ติดอยู่ได้

5. ปลุกชีพให้กับหญ้าที่ตายแล้ว
น้ำตาลหมักในเบียร์มีคุณสมบัติกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และฆ่าเชื้อราได้
ลองพ่นเบียร์ที่ไม่มีสารเคมีเจือปนลงไปบนจุดหญ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในสนาม
หญ้าที่ตายจะดูดซับพลังงานจากน้ำตาลหมักในเบียร์ ทำให้หญ้าคืนมาเขียวได้อีกครั้ง  (น่าลองดูกับชวนชม แต่ว่าเอาเงินไปซื้อปุ๋ยดีกว่า...ถูกกว่าเยอะ...เสียดายเบียร์อ่ะ)

6. หาทิศทางในยามจำเป็น
สมมุติว่าคุณหลงทางอยู่ในป่าทึบ แล้วของติดตัวมีเพียงแค่เบียร์กระป๋อง
เข็มเย็บผ้า ชามใบเล็ก และชุดชั้นในผ้าใหม (ของแฟนคุณ) เราสามารถหาทิศ
ทางได้โดย  ขั้นแรก ให้เทเบียร์ลงไปในชามเล็กปล่อยทิ้งให้หมดฟอง  จากนั้น
ถูเข็มไปมาลงบนชุดชั้นใน เพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต แล้วนำเข็มไปลอยในชามที่ใส่เบียร์ เข็มจะหยุดแล้วชี้ไปทางทิศเหนือ... เท่านี้คุณก็รอดพ้นจากการหลงป่าแล้ว
(เอ... ลงทุนพก เข็มด้าย ชาม และที่สำคัญชุดชั้นในแฟน หรือที่ไม่ใช่ของแฟน
หรือที่ไปสอยชุดชั้นในเขาตามหอหญิงมาได้  แต่ทำม้าย ทามมายเข็มทิศอันเดียวเอาไปไม่ได้เนาะ)

7. เบียร์แต่ง และบำรุงผม (บนศรีษะ)
เบียร์ 2-3 หยด สามารถนำมาใช้ในการแต่งผมได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนียวเหนอะพอๆ กับเจลแต่งผม และอีกอย่างคือ สามารถช่วยทำให้ผมเราสวยได้
ซึ่งผมที่ลีบแบนของเรา ดูพองตัว หนา และมีสุขภาพผมที่ดีขึ้นด้วย  ซึ่งวิธีการก็
ง่ายนิดเดียวโดยหลังจากที่สระผมเสร็จแล้ว ก็เทเบียร์ลงบนเส้นผมพอหมาดๆ
ขยี้ให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที  หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
และปล่อยให้ผมแห้งเองโดยธรรมชาติ  นอกจากเบียร์จะช่วยให้ผมดูหนา และนุ่มขึ้น แล้วเบียร์ยังขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมได้อีกด้วย...
เพียงสัปดาห์ละครั้ง ผมของเราก็จะเริ่มมีสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับง่ายๆ ลองทำกันดูนะคร๊าบ....
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #47 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 11:50:31 AM »

โปร่งฟ้า แก้โรคภูมิแพ้

โปร่งฟ้า เป็นชื่อของไม้สองชนิดที่มีชื่อพ้องกัน ชนิดหนึ่งเป็นไม้กึ่งเลื้อยเถามีหนามขึ้นเป็นกอเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง ใบเป็นเส้นเล็ก ๆ สอดประสานกันดังตาข่าย
ถ้ามองจากด้านล่างจะสามารถมองทะลุใบขึ้นไปเห็นท้องฟ้าได้ จึงได้ชื่อว่าโปร่งฟ้า เนื่องจากใบสวย จึงนิยมนำมาประดับทำเป็นช่อดอกไม้
 
อีกชนิดที่เราจะกล่าวถึง เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเป็นช่อคล้ายใบแก้วแต่ใหญ่กว่า
สีเขียวเข้ม ผิวใบมัน ไม้ชนิดนี้จะมีต่อมน้ำมันหอมระเหยอยู่เกือบทุกส่วนโดยเฉพาะที่ใบ (แบบเดียวกับพวกใบส้ม,ใบมะกรูด) ซึ่งเมื่อนำมาต้มน้ำแล้วดื่ม หรือสูตรกลิ่นเข้าไปจะทำให้รู้สึกสมองโล่งปลอดโปร่งทันที จึงนิยมนำมาทำเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิดและเนื่องจากใบโปร่งฟ้ามีต่อมน้ำมันใส ๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งใบเมื่อเรามองจากด้านล่างก็จะสามารถมองทะลุใบขึ้นไปเห็นท้องฟ้าได้เช่นกัน จึงได้ชื่อว่า โปร่งฟ้า เหมือนชนิดแรก
 
โปร่งฟ้า สามารถใช้แก้โรคภูมิแพ้ได้ด้วยการนำเอาใบสด 2 ใบ เคี้ยวกินวันครั้ง
ก่อนนอน จะช่วยให้อาการของภูมิแพ้ให้ค่อย ๆ ดีขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่งเอาใบสดประมาณ 5-10 ใบ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มขณะยังอุ่นต่างน้ำชาตลอดวัน จะเป็นยาแก้ภูมิแพ้ได้ สามารถต้มดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่มีอันตรายใด ๆ
แต่ถ้ารับประทานแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็หยุดได้เลยแสดงว่าไม่ถูกทางยากัน
นอกจากนี้แล้วใบยังสามารถรักษาโรค ท้องอืด,ท้องเฟ้อ,ขับลม และแก้ปวดฟัน,เสียวฟัน โดยเอาใบมาเคี้ยวสด ๆ จะสามารถทำให้หายปวดและเสียวฟันได้ ส่วนรากมีรสเฝื่อนเย็น สรรพคุณ แก้ตามัว,แก้ตาบวม,ตาฝ้า,ตาฟาง ฝนกับน้ำทั้งกินทั้งทาแก้พิษงู แก้วัณโรคชนิดบวม
 
ต้นโปร่งฟ้านอกจากรักษาโรคได้หลายโรคแล้ว ใบของต้นโปร่งฟ้ายังสามารถนำมาทำเป็นสมุนไพรสำหรับ “อดบุหรี่” เนื่องจากที่ใบของต้นโปร่งฟ้าจะมีต่อมน้ำมันหอมระเหยอยู่เกือบทุกส่วนจึงนิยมนำมาทำสมุนไพรโดยเฉพาะเกี่ยวกับสูตรสำหรับ “อดบุหรี่” วิธีทำคือ เอาใบสดของต้นโปร่งฟ้า 1-2 ใบ เคี้ยวเวลาเกิดอาการอยากดูดบุหรี่ ใบจะมีรสชาติหวานปะแล่ม ๆ เมื่อดูดเข้าไปจะเกิดปฏิกิริยา
ทำให้รสชาติบุหรี่เปลี่ยนไป รู้สึกพะอืดพะอม อยากจะอาเจียน หรือไม่อยากจะดูดบุหรี่อีก ถ้าผู้ที่ติดบุหรี่ตั้งใจที่จะเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง และถ้าได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเคยชิน พอเกิดอาการตามที่กล่าวข้างต้น จะทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่อีก หรือเลิกสูบบุหรี่ไปได้เองโดยปริยาย
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #48 เมื่อ: กันยายน 03, 2010, 11:09:26 AM »

โทษของการนั่งทำงานนานๆ ของพี่เนียน            

พี่เนียน อายุเพิ่งจะ 40 ปี ชีวิตประจำวันของพี่เค้าเป็นดังนี้

- เช้าตื่นตี 5 กว่าๆ อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถจากบ้าน (พุทธมณฑลสาย 4)
   มาส่งภรรยาที่ปูนฯ
- ขับรถกลับไปทำงานที่กรมอู่
- นั่งทำงานที่โต๊ะ จนเย็น  การขยับตัวก็คือไปห้องน้ำ และพักทานกลางวัน
- เลิกงานกลับมารับภรรยาที่ปูนฯ และขับรถกลับบ้านที่พุทธมณฑลสาย 4
   จะถึงบ้านประมาณทุ่มนึงทุกวัน
- ไม่ทานข้าวเย็น นั่งทำงานต่อ จนถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตี 2 ทุกวัน
  (เรียนโทอยู่เลยมีทั้งงานที่ทำงาน และงานเรียนผสมปนเปไป)
- ทำอย่างนี้ทุกวันทั้งสัปดาห์
- เสาร์และอาทิตย์ก็ตื่นเช้าขับรถไปเรียนที่ ม.เกษตร กลับมาตอนเย็น นั่งอ่าน
  หนังสือทำงานต่อเหมือนเดิม

ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี ่เช็คร่างกายทุกปี....ระวังอาหารการกินมากๆๆๆ...ไม่กินของมัน...   ไม่กินของที่ไม่มีประโยชน์   อยู่ดีๆ วันนึงก็บอกว่าหายใจได้ไม่ทั่วท้อง รีบไปตรวจที่โรงพยาบาลทหารเรือแทบจะไม่ทัน...
ตัวเหลือง....เริ่มชาไปหมดทั้งแขน และเริ่มขยับริมฝีปากไม่ได้.....
หายใจไม่ออก....คุณหมอต้องสั่งให้ออกซิเจนด่วน นอนโรงพยาบาลอยู่ 2 อาทิตย์
... ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว และที่ท้ายรถพี่เนียนมีถังออกซิเจนพกอยู่ตลอดเผื่อฉุกเฉิน

สรุปโรคที่คุณหมอบอกก็คือ
- โรค Economy Class Syndrome คือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมนั่งทำงาน
  นานๆ + เครียด Case ที่พบมากๆ ก็พวกที่ขึ้นเครื่องบินบ่อยๆ เพราะเป็นการนั่ง
  ในท่าเดิมโดยไม่การขยับเป็นเวลานานๆ เช่นพวกที่นั่งเครื่องบิน 10 กว่าชั่วโมง
  ขึ้นไป เป็นประจำ
- พักผ่อนน้อย …
- ไม่ออกกำลังกาย....
- อาการของโรคของพี่เนียน : มีลิ่มเลือดไปเกาะที่เล้นเลือดหล่อเลี้ยงระหว่างปอด
  กับหัวใจ แต่โรคนี้ลิ่มเลือดอาจเกาะที่อื่นๆก็ได้ เช่น สมอง หรือเกาะที่หัวใจเลย
  ซึ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นได้ไม่สะดวก ร่างกายก็จะได้รับอกซิเจนไม่
  เพียงพอ...

- วิธีแก้ : ฉีดยา- กินยาสลายลิ่มเลือด, ผ่าตัด, บัลลูน (หัวใจ) หรืออื่นๆ.....

- ... ถึงเวลาที่เราต้องลุกจากโต๊ะ แล้วไปออกกำลังกายกันรึยังล่ะจ๊ะ ….

- ... ชีวิตประจำวันของพวกเรา ต่างจากพี่เนียนรึเปล่าเอ่ย.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #49 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:40:18 AM »

เคล็ดลับ   12   ข้อ
 
1.   หวีผมบ่อยๆ:   หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
 
2.   ถูใบหน้าบ่อยๆ:   ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อย เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
 
3.   เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์  ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
 
4.   กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี  ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
 
5.   ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
 
6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
 
7.   กลืนน้ำลายบ่อยๆ: การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
 
8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
 
9.   ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
 
10.   ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
 
11.   เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
 
12.   ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี

เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...
 
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10   อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...
 
อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...   
 
1.   ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ 
 
2.   ปาท่องโก๋:   กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง
เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
 
3.   เนื้อย่าง:   กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง   
 
4.   ผักดอง:   ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
 
5.   ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
 
6.   ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้   
 
7.   บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #50 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:51:36 AM »

" ไลฟ์สไตล์มรณะ "

   เซลล์มะเร็ง เป็นคล้ายสัตว์กินเนื้อที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการแตกรากออกไปดูด
กินสารอาหารจากในร่างกาย จนทำให้ผ่ายผอมและกลายเป็นรังมะเร็งในที่สุด 
แต่ถ้าท่านยังไม่อยากสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในกายประเภทสวนลอยแห่งมะเร็งไว้แข่งกับ บาบิโลน ก็ขอให้เลี่ยงวิถีที่จะเปลี่ยนกายให้เป็นแม่เหล็กดูดมะเร็งชั้นดี
 
ขอให้เลี่ยงพฤติกรรมที่มะเร็งโปรดทั้งหลายต่อไปนี้ ครับ

1) นอนดึก   ทำให้ไม่มีฮอร์โมนต้านมะเร็งหลั่งออกมา นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดโรคร้ายอื่นได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และโรคอ้วน ด้วยว่าเมื่อนอนดึกแล้วมักจะหิวและต้องหาของขบเคี้ยว มากินแก้ปากว่างกัน

2) สูบบุหรี่และขี้เหล้า    ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ปอดและตับทำงานหนัก แม้จะสูบซิการ์ซึ่งมีนิโคตินต่ำกว่าบุหรี่ก็ตามที หรือดื่มเหล้าแบบกลั่นอย่างดีของฝรั่ง แต่ตัวมันเองก็สร้าง " สนิมมะเร็ง " ออกมาไม่น้อย  ทำให้คนที่เสพทั้งแก่เร็วและตายไวได้จากโรคมะเร็งครับ

3 ) เอาแต่ไขมันเข้าปากและอยากแต่เนื้อแดง  ไขมันอิ่มตัวและโปรตีนจากเนื้อนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้เจริญเติบโตได้ไม่แพ้ทารกเกิดใหม่    มันจะสร้างหลอดเลือดยื่นไปดูดกินเลือดเนื้อของเราจนแทบไม่เหลือเลือดอันสมบูรณ์ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น   ตัวเราจึงผอมเอาๆ   ตรงข้ามกับมะเร็งกาฝากที่โตไวไม่มีลิมิต ชีวิตหดหู่แน่

4) แฝงด้วยเครียดจัด    จนมีสารทุกข์หลั่งออกมาหล่อเลี้ยงมะเร็งให้โตขึ้นเร็วราวกับน้ำมันราดบนกองไฟให้คุโชนขึ้น
 
5) ไวรัสตับอักเสบบีและมีภูมิแพ้ที่รักษาไม่หาย     ดังที่กล่าวไปว่า  ถ้าภูมิดีก็มีพลังต้านมะเร็งได้ตั้งแต่ในเซลล์แรกที่อุตริเกิดขึ้นมา   ด้วยตามปกติในกายเราก็มีเซลล์แบบมะเร็งนี้เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน

6) ปล่อยกายให้อ้วน   สร้างให้เกิดธาตุแก่ออกมาแช่อิ่มอวัยวะภายในร่างกาย และไขมันตามตัวยังสร้างให้เกิดฮอร์โมนกระตุ้นให้มะเร็งแบ่งตัวดีขึ้นด้วย
 
7) ล้วนขาดวิตามิน  ด้วยวิตามินทำหน้าที่ต้านเชื้อมะเร็งให้ดับเป็นจุณไป ก่อนที่จะเผยอหน้าขึ้นมาแบ่งตัวปนเปไปในร่างกายเรา

เจ๋ง กินของร้อนจัดไป เช่น ซดชาร้อนหรือกาแฟร้อนจัดประเภทควันฉุย จะไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารอักเสบอยู่ทุกบ่อย เมื่ออักเสบเป็นอาจิณก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งง่ายขึ้น

9) ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ  พบว่าถ้าต่ำเกินไปก็ไม่ดีครับ มีผลกับภูมิคุ้มกันที่แย่ลง เมื่อภูมิต่ำแล้วก็จะหมดปัญญาต้านเซลล์มะเร็งที่จะเข้ามาหา

10) กลั้นปัสสาวะ  น้ำปัสสาวะเป็นของเสีย  ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นมัน ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่งในคลองแสนแสบ   ซึ่งทิ้งไว้ไม่นานจะกลายเป็นน้ำเน่า แต่ถ้าเน่าในกระเพาะฉี่เรา  ก็มีผลให้เกิดเซลล์มะเร็งงอกขึ้นมาได้

11) ปะทะเค็มจัด  พบว่าสิ่งมีชีวิตที่ทานอาหารเค็มมีอัตราการเกิดมะเร็งสูงกว่า โดยเฉพาะในอาหารจำพวกเนื้อเค็ม เนื้อแห้ง หมูแดง ที่นอกจากเค็มแล้วยังมีสีแดงดีจากดินประสิวอีกด้วย

12) ประวัติมะเร็งในครอบครัว   มะเร็งร้ายในครอบครัวบางอย่างสามารถถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้  แม้จะไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์แต่ต้องรับไว้ด้วยความไม่เต็มใจ  เช่น มะเร็งเต้านม , มะเร็งลำไส้ใหญ่   แต่ถ้าป้องกันไว้ดีๆ แล้วบางทีก็ไม่เกิดขึ้น
มาครับ

13) ตัวตากแดดบ่อย   แสงแดดเป็นรังสีที่กระตุ้นอณูเซลล์ของคุณให้สะดุ้งตกใจ  จนเครื่องในรวนหมดครับ   เมื่อเครื่องในรวนแล้วก็ไม่สามารถที่จะคุมการแบ่งตัวได้ ทำให้แบ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  กลายเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

14) ไม่ค่อยช่วยใคร   ถ้าพูดให้ง่ายเข้า คือเห็นแก่ตัว  และไม่ค่อยได้ทำบุญนั่นเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้หมั่นช่วยเหลือผู้อื่นจนชินแล้ว  เรามักไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองนัก และเมื่อไม่หมกมุ่นกับตัวเองแล้วก็ไม่ค่อยเกิดความ " อยาก "  อันนำไปสู่ความเครียดร้อนอกร้อนใจ หรือถ้าไม่มีเวลาก็แค่อนุโมทนากับบุญที่เราได้พานพบก็ทำให้มี "สารสุข " หลั่งออกมาเสริมภูมิรู้สู้มะเร็งแล้วครับ 

ด้วยวิถีแห่งการมี
 " ไลฟสไตล์มรณะ " ทั้ง 14 ประการ ดังที่ได้กล่าวไปก็จะทำให้ได้มะเร็งมาเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย 

ขอบคุณ ข้อมูลดี ๆ จาก....

นพ.กฤษดา ศิรามพุช , พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ   
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ 
( American Board of Anti-agin g medicine)
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #51 เมื่อ: กันยายน 27, 2010, 02:11:03 PM »

ไข้หวัด 2009 ลงเข้าสู่หัวใจโดยตรง

ดูแลตัวเองด้วย  ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก   กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อ
ไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรกที่เชื้อไปลงที่หัวใจ

น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร.เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม.3  เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง... วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์  น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...

น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ 14 ปี ของบ้านซึ่งเค้าเป็นไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเป็นอย่างมาก  เราก็ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเป็นอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการที่น้องเป็นคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก
วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก  วันสุดท้ายคือวันที่ 3 หน้าซีดและอาเจียน
ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา 4 โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น  ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้น
ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก็เข้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ  ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน
ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่ 8 ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วย
ให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย

พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ  พ่อของฉันบอกว่า
การที่ตรวจเชื้อนี้ ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้
ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร

น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมา พ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยา และให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุน
ที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ต.ค. 2553

ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009
ด้วยนะคะ  และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน

บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #52 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 02:10:19 PM »

วิธีรักษาอาการไอ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #53 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 02:11:57 PM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #54 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 02:13:13 PM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #55 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 09:19:20 AM »

การทำงานของตับ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #56 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 09:30:28 AM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #57 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 09:31:18 AM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #58 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 09:31:55 AM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #59 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 09:32:29 AM »

.
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6
พิมพ์
 
กระโดดไป: