thai TH us EN
หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก  (อ่าน 1128 ครั้ง)
Ultraman
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2010, 07:56:04 PM »

ผมเจอข้อคิดดีๆ  ขออนุญาตมาฝากนะครับ ไม่ได้เก่งกว่าเพื่อนๆ แต่นำสิ่งดีๆมาฝากแค่นั้น

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

เรื่องแรก

อเมริกา ส่งนักบินไปในอวกาศ เจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก นักวิทยาศาสตร์จึงระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกาที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรง โน้มถ่วงได้ ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลาไปหลายปี ในที่สุดก็ได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว แม้ใต้น้ำก็เขียนได้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

*******************************

เรื่องที่สอง

โรง งานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก็ตรวจจับได้ ทำให้สามารถแก้ปัญหาการส่งกล่องเปล่าที่ไม่มีสบู่ได้ในที่สุด

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบที่ปัญหาเดียวกัน ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป

******************************

คน เราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา ทุ่มกำลังสติปัญญา และทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายก็ดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย

******************************

เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด แล้วคุณจะประหลาดใจ
บันทึกการเข้า

Hiyatae
Newbie
*
กระทู้: 32


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 01:40:44 PM »

 อายจังแต่บางครั้งทางออกก็ไม่ใช่วิธีที่ดีเสมอไป บางคนมีปัญหาแต่หาทางออกไม่ได้ กับบางคนมีปัญหา หาทางออกได้ แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับตัวเองและบุคคลอื่น แต่ก็ยังใช้คำนี้ได้อยู่เสมอ " ทุกปัญหามีทางออก"
บันทึกการเข้า

MONGKONG
Newbie
*
กระทู้: 7


« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 01:43:37 PM »

มองที่ทางออก ถ้าไม่มีทางออกให้ออกทางที่เข้ามา
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 03:05:06 PM »

   จากชื่อหัวข้อ ถามว่า "มองปัญหา หรือมองที่ทางออก" ผมขอแสดง
ความคิดเห็นว่า  มันต้องมองที่ต้นตอ คือตัวปัญหาเสียก่อนว่าปัญหามันคืออะไร
และอะไรที่เป็นปัญหา แล้วจึงมามองหาทางออก ว่าจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
แล้วต้องมองหาทางออกด้วยความมุ่งมั่นว่า "ปัญหาทุกอย่าง ต้องมีทางออก
ถ้าหาทางออกไม่เจอจริงๆ ก็ย้อนกลับไปออกทางที่เข้ามาซิวะ"
   การแก้ปัญหา คือการทำเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ ในภาษาอังกฤษ
ใช้คำว่า "to simplify it" คือต้องแก้ปัญหา   เรื่องปากกาเขียนไม่ออก
ตามตัวอย่างในกระทู้ที่ 1  โดยวิธีของชาวรัสเซีย คือ simplify ปัญหา
ไม่ใช่ทำให้มันยุ่งเหยิงเข้าไปอีก
   คนที่จะแก้ปัญหาได้  ต้องมีพื้นฐานความรู้เรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี และมีความคิด
ในเชิงบริหารจัดการอยู่ใน "mindset" หมายถึงเป็นสิ่งที่กำหนดอยู่ในใจเบื้องลึก
อยู่แล้ว ว่าเป็นนักสู้ และคิดว่าทุกอย่างมันเป็นไปได้ "It difficult but it possible" และที่สำคัญยังต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆด้วย การประชุมระดมความคิดเห็น
จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาวิธีหนึ่งที่ดีมาก เพื่อระดมความรู้จากหลายๆ ฝ่ายมาช่วย simplify ปัญหา (ทำเรื่องยากๆ ให้มันเป็นเรื่องง่ายๆ)  แต่ประชุมแล้ว ต้องมีข้อสรุปนะครับ
   การแก้ปัญหาโดยไม่ปรึกษาหารือ หรือถามไถ่ใครเลย  อาจจะเป็นการแก้ไข
โดยไม่ถูกวิธี เพราะเป็นการทำไปตามพื้นฐานความรู้ของตนเองเพียงอย่างเดียว
โอกาสพลาดจะมีสูง  แต่สำคัญต้องแยกให้ออกระหว่าง "การกล้าตัดสินใจ" กับ
"การค้นหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา" มันจะต้องมีจุดสมดุลย์ของมันตามเงื่อนเวลาด้วย

   ให้ข้อคิดไว้แค่นี้ก่อน  กระทู้ต่อๆ ไปจะมีตัวอย่างตลกๆ ของการแก้ปัญหาของชาวอินเดีย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 09:04:32 AM โดย pinit » บันทึกการเข้า

peeyozy
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 03:18:33 PM »

ต้องมองที่ปัญหาก่อน เพื่อที่จะได้หาทางออก อาจจะไม่ใช่ทางออกเดียว มีหลายทางแล้วแต่จะเลือกใช้ที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา(ปัญหาของเรานะไม่ใช่ปัญหาส่วนรวม ส่วนรวมค่อยระดมสมองกัน)หรือใช้อริยสัจ 4 เข้ามาช่วยในการไตร่ตรอง ลองหาสาเหตุและแก้ปัญหา แล้วจะพบทางออกเอง มีขั้นมีตอนอยู่แล้ว  เหลือแต่นำมาปรับใช้ในชีวิต เรียนมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ที่พรรณามาทั้งหมดก็ไม่ได้วิเศษกว่าคนอื่นๆหรอกนะ แต่ก็จะพยายามลองนำปรับใช้กับตัวเอง โชคดีนะทุกท่าน
บันทึกการเข้า

Ferdinan_Mufc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 05:19:21 PM »

เหมือนเรื่องคนบ้าจับปลาไหลได้
(เรื่องนี้เกิดในประเทศไทย)
เรื่องมีอยู่ว่า มีคนบ้าคนนึง จับปลาไหลได้ ตลอดทางที่เดินกลับบ้านได้คิดตลอดทางว่าจะปรุงรึจะทำอะไรกินดี จะผัดเผ็ดรึต้มเปรตดี นึกแล้วก็น้ำลายสอ
เลยว่าจะต้มเปรตดีกว่า ก็กระหยิ่มยิ้มใจ
.
.
.
แต่พอเดินมาได้ซักพักนึง ก็มาคิดได้ว่า
เอ๊ะ...ที่บ้านเรามันไม่มีหม้อยาวๆเหมือนตัวปลาไหลนิ่ แล้วจะต้มเปรตได้งัยหละ
คิดยังไงก็คิดไม่ออก เลยตัดสินใจโยนปลาไหลทิ้งลงน้ำไปเลยดีกว่า...
ปล.ในบางครั้งเราก็จมอยู่ในความคิดของเราเองจนลืมไปว่ายังมีผู้ที่รู้สามารถบอกเราได้ว่า ปลาไหลมันไม่ต้องใช้หม้อยาวๆก็ได้แค่โยนใส่หม้อธรรมดาก็ได้กินแล้ว
บางทีเราคิดพิถีพิถันกับวิธีการทำจนว่าถ้าไม่ได้ทำตามขั้นตอนนี้เราก็ไม่ทำดีกว่า
แต่เราก็ลืมคิดว่ายังมีวิธีอื่นอีกที่เราทำสามารถได้แม้จะไม่ใช่ขั้นตอนที่เราคิดไว้.
  ฮากันเข้าไป555+ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 01:19:52 PM »

ภารตะตรรกะ

พูดถึงตรรกะหรือLogicในอินเดียแล้วเพลียใจ
การทำงานในอินเดียใช้ตรรกะเป็นตัวแก้ปัญหาไม่ได้ผล
เนื่องจากแขกนิยมใช้Excuse(ข้อแก้ตัว)มากกว่าLogic(เป็นเหตุเป็นผล)

รากเหง้าอาจจะมาจากทัศนคติที่ปลูกฝังกันมานาน
ลึกไปกว่านั้นอาจจะมาจากการศึกษาเล่าเรียน

ลองดูเรื่องต่อไปนี้เป็นข้อคิด

ราจีฟ ซิงค์ ให้เป็นกังวลกับการสอบไล่ปลายภาคเป็นกำลัง
โดนเฉพาะอย่ายิ่งในวิชาตรรกศาสตร์ที่ราจีฟไม่มีความเข้าใจเอาเสียเลย เขาจึงไปเพื่อนเขาชื่อ สุริยา
ซิงค์เพื่อให้ช่วยติวและอธิบาย
สุริยา : “ไม่ยากนี่ ตรรกะ ก็เพียงแต่พิจารณาว่าเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ เท่านั้นเอง”
ราจีฟ : “ลองช่วยยกตัวอย่างให้เข้าใจหน่อยซิ”
สุริยา : “ที่บ้านแกมีร่มไหม?”
ราจีฟ : “มี”
สุริยา : “ถ้าฟ้าร้อง แสดงว่าฝนอาจจะตกใช่ไหม?”
ราจีฟ : “ใช่”
สุริยา : “ถูกต้องตามตรรกะ! ถ้าฝนจะตกควรเอาร่มติดตัวไปก่อนออกนนอกบ้านใช่ไหม?”
ราจีฟ : “ใช่”
สุริยา : “ถูกต้องตามตรรกะ! แต่ฉันเดาว่าแม่แกต้องเป็นคนเตรียมร่มให้แกทุกครั้งใช่ไหม?”
ราจีฟ : “ใช่”
สุริยา : “แสดงว่าแม่แกเป็นคนดี”
ราจีฟดีใจและเข้าใจในตรรกะแล้วก็ขอบใจสุริยาและเดินกระหยิ่มยิ้มย่องกลับบ้าน
ระหว่างทางเขาพบกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกคนชื่อรามูร์
ซึ่งรามูร์เองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความกังวลใจในวิชาตรรกศาสตร์
แต่ถึงตอนนี้ราจีฟคุยโอ่ว่าวิชาตรรกศาสตร์นั้นง่ายมากสำหรับเขา
รามูร์ : “ลองช่วยยกตัวอย่างตรรกะให้ฉันเข้าใจหน่อยซิวะ”
ราจีฟ : “เอางี้ ที่บ้านแกมีร่มไหม?”
รามูร์ : “ไม่มี”
ราจีฟ : “แสดงว่าแม่แกเป็นคนเลว”
.....................................................

.....................................................

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 17, 2010, 01:36:51 PM โดย pinit » บันทึกการเข้า

tusanee
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2010, 01:23:11 PM »

   ขอแสดงความเห็นแย้งบางส่วน ของคุณ " On the way " ในตอบ # 4
ที่ว่าปัญหาส่วนรวมจึงจะระดมสมอง    ปัญหาส่วนตัวไม่ต้องอย่างงั้นรึ ?
ผมว่า แม้แต่ปัญหาส่วนตัว ยังควรที่จะปรึกษาหารือกับ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ น้อง
เพื่อนสนิท ภรรยาหรือสามี  เพื่อให้ได้ความคิดที่หลากหลาย  จึงจะแก้ปัญหา
หรือหาทางออกที่ดีได้   อย่าลืมสุภาษิต "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย"
น่าจะนำมาใช้กับการแก้ปัญหา หรือหาทางออกได้ ยิ้ม
บันทึกการเข้า

เด็กผาซัน
Newbie
*
กระทู้: 7


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 16, 2010, 01:03:32 PM »

มัวแต่มองที่ปัญหา  เราก็ไม่มีทางออก
มีสติ ปัญญาก็เกิด
บันทึกการเข้า

pumpuiman
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2011, 04:28:14 PM »

ตามที่คุณพินิจบอก อย่าเป็นคนสายตาสั้น มองอะไรสั้นๆ นะค้าบ สติมาปัญญาเกิด สติไม่มาปัญหาเกิดค้าบบบบบ555555
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
พิมพ์
 
กระโดดไป: