thai TH us EN
หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 14
ผู้เขียน หัวข้อ: คลายเครียดได้ความรู้  (อ่าน 11890 ครั้ง)
pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #135 เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2010, 10:18:40 AM »

ก่อนบ่ายคลายเครียด

รถไอติม
เหตุเกิดเพราะ เร็วเกินไป
ทันทีที่ได้ข่าวคุณปู่เสียชีวิต เจนนี่ก็รีบบินไป หาคุณย่าเพื่อปลอบใจ พอถามว่า  คุณปู่จากไปเพราะอะไร คุณย่าอธิบายว่า ปู่แกหัวใจวายระหว่างที่มีเซ็กซ์กับย่า  เมื่อเช้าวันอาทิตย์
ถึงจะเห็นใจคุณย่า แต่เจนนี่ก็ยังอดโวยวายไม่ได้  โห คุณย่า!!! คุณปู่น่ะ อายุตั้ง 94 แล้วนะ
คุณย่าน่าจะรู้ว่าไม่ควรให้คุณปู่หักโหมแบบนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น คุณย่าว่าปกติย่ากับปู่มีเซ็กซ์กันแค่ทุกเช้าวันอาทิตย์ ตามจังหวะระฆังโบสถ์ แก๊ง หนึ่งเข้า แก๊งหนึ่งออก แค่นั้นแหละ
หลังจากยกมือ ปาดน้ำตาที่หยดลงมา......
คุณย่า อธิบายต่อว่า ถ้าไม่ใช่เพราะรถขายไอติมบ้านั้น...ปู่เอ็งก็คงยังไม่ตายหรอก
 

แมวเลียหม้อน้ำมันหมู
นางนากกับไอ้มาก แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูก 1 คน พอลูกโต 3 ขวบ
ก็จัดแจงแยกที่นอนให้กับลูกสาว โดยให้ไปนอนกับแม่ของนางนาก
ซึ่งอยู่ห้องติดๆ กัน พอได้เวลากลางคืน นายมากก็จัดแจงชวนนางนาก
ลุกขึ้นมากินข้าวต้มกัน ด้วยลีลาอันเฉียบขาดของนายมาก ก็ทำให้เกิด
เสียง จ๊วบ จ๊วบ แพล็บ แพล็บ เป็นระยะ จนทำให้ลูกสาวตื่นขึ้นมา
 
ลูกสาว : ยายจ๋า....พ่อแม่เขาแอบกินอะไรกันเหรอจ๊ะ
            ทำไมไม่ยอมเรียกหนูเข้าไป กินด้วยล่ะ
ยาย : (ซึ่งนอนฟังอยู่นานแล้ว) อ๋อ...อีหนู พ่อแม่เอ็งเขาไม่ได้
        แอบกินไรหรอก " เสียงแมวมันเลียหม้อน้ำมันหมูอยู่น่ะ "


เอาถุงยางมั้ย...
เมื่อวันศุกร์ เราไปหาน้องชายที่ที่ทำงานเค้าแถวสาทร เนื่องจากตอนนั้นใกล้เที่ยงแล้ว น้องชายก็เลยชวนไปทานข้าวแถวๆ นั้น
เราอยากกินกวยจั๊บ เค้าก็เลยพาไปร้านแถวๆ นั้นแหละ  ร้านก็ดูสะอาดสะอ้านดี    มีเด็กเสริฟเป็นชาวต่างชาติด้วย

ว่าแล้วก็สั่ง "เจ๊กวยจั๊บ 2 "
สักพัก น้องผู้ชายคนนึงก็ทำหน้ามึนๆ เดินมาที่โต๊ะ แล้วพูดว่า
น้อง... พี่ ๆ เอา "ถุงยาง" ป่ะ
เรา & น้อง... (อึ้ง...หันมองโต๊ะอื่น ๆ ไมมาถามกรูโต๊ะเดียวว้า)
น้อง... &n bsp; เอา "ถุงยาง" มั้ย
เรา & น้อง... เอ้อ...ไม่เอาอ่ะ จะกินกวยจั๊บ
น้อง... ก็จะเอาถุงยางม้าล่า ไม่งั้น จะเอาอาลา

หน้าตาน้องเค้ากดดันเรามากเลย ประมาณว่าเร็วๆ ดิ
เรากับน้องก็งงๆ กันอยู่ กรูจะกินข้าวนะเฟร้ย..นี่พี่น้องกัน ไม่ใช่คู่รัก
แล้วเมิงเล่นมาขายกันโจ่งแจ้งอย่างนี้ ตรูจะซื้อได้ไง
คิดไปต่าง ๆ นานา
แล้ว ก็เหมือนระฆังช่วย เจ๊เจ้าของร้านเค้าเดินเข้ามาพอดี พร้อมกับพูดว่า...

เจ๊... อ้าวได้ยัง ให้มาถามตั้งนานแล้วมัวทำอะไรอยู่
น้อง.. เนี่ยเจ๊ โผก็ถามเค้าแล้วว่า เอาถุงยางมั้ยๆ ไม่งั้นจะเอาอาลา เค้าก็มะบอก
         โผเลย
เจ๊... (เสียงดังมาก) ถุงยางป้อเมิงเดะ เค้าเรียก "ทุกอย่าง" เข้าใจมั้ย ทุกอย่าง 
       ถุงยางจะเอาไปทำ 5 อะไร
เรา & น้อง... เอ่อ...ไม่เอาตับครับ/ค่ะ (เฮ้อ...โล่ง)
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #136 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2010, 10:21:31 AM »

Ah  Beng   
 
Ah Beng bought a  new mobile.
He sent a message to everyone from his Phone Book &  said,
'My Mobile No. has changed.
Earlier it was Nokia 3310. Now it is  6610'

==============================

Ah Beng : I am Proud,  coz my son is in Medical College.
Friend: Really, what is he  studying.
Ah Beng: No, he is not studying, they are studying  him.

==============================
 
Ah Beng : Doctor, in  my dreams, I play football every night.
DR: Take this tablet, you will be  ok.
Ah Beng : Can I take tomorrow, tonight is final  game.

==============================
 
Ah Beng : If I  die, will u remarry?
Wife: No! I'll stay with my sister. But if I die will  u remarry?
Ah Beng : No, I'll also stay with your sister.

==============================

Ah Beng : People consider me as a  'GOD'
Wife: How do you know??
Ah Beng : When I went to the Park today,  everybody said,
Oh GOD! U have come  again.

=============================

Ah Beng  complained to the police: 'Sir, all items are missing,
except the TV in my  house.'
Police: 'How the thief did not take TV?'
Ah Beng : 'I was  watching TV news...'

==============================
 
Ah  Beng  comes back 2 his car & find a note saying 'Parking  Fine'
He Writes a note and sticks it to a pole 'Thanks for  complement.'

============================
 
How do  you recognize Ah Beng  in School?
He is the one who erases the  notes from the book when the teacher erases  the  board.

=============================
 
Once  Ah  Beng was walking he had a glove on one hand and not on other.  So the man  asked h im why he did so.
He replied that the weather forecast announced  that on one hand it would be cold and on the other hand it would be  hot.

============================
 
Ah  Beng  in a bar and his cellular phone rings.
He picks it up  and Says 'Hello, how did you know I was here?'

============================

Ah Beng :  Why are all these people running?
Man - This is a race, the winner will get  the cup
Ah Beng  - If only the winner will get the cup, why  others  running?

============================
 
Teacher:  'I killed a person' convert this sentence into future tense.
Ah Beng : The  future tense is 'u will go to  jail'

============================
 
Ah Beng  told his servant: 'Go and water the plants!'
Servant: 'It's already  raining.'
Ah Beng : 'So what? Take an umbrella and  go.'

============================
 
A man  asked Ah Beng  why  Ahmad Badawi goes walking in the  Evening and not in the morning.
Ah Beng replied  Ahmad  Badawi is PM not  AM
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #137 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2010, 09:54:16 AM »

ธรรมะรักษา

   สมาคมพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งประกาศชักชวนประชาชนให้ส่งข้อเขียนเรื่อง
" ถ้าข้าพเจ้าจะเปิดเผยความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน" ไปที่สมาคม ฉบับของใครดีที่สุดจะได้ีรับรางวัล
   แต่รางวัลนั้นก็แปลกอยู่ คือแทนที่จะเป็นเงินเป็นทองหรือของที่ระลึก กลับเป็นว่าข้อเขียนของผู้นั้นจะได้รับการพิจารณาจัดพิมพ์ในวารสารของสมาคม ที่ออกเป็นประจำนั้นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะจัดพิมพ์เป็นใบปลิวหรือจุลสารสำหรับแจกแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นรางวัลดังกล่าวนี้ ก็คือการได้มีส่วนช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์แก่คนทั่วไป ซึ่งทางสมาคมถือว่าสูงกว่าการได้เงินทองหรือสิ่งของ

   ข้อกำหนดนั้นมีอยู่ว่า ถ้าท่านจะตั้งความปรารถนาใดๆ หรืออธิษฐานจิตเพื่ออะไรในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน และถ้าท่านจะเปิดเผยความปรารถนาหรือคำอธิษฐานนั้นให้คนอื่นได้ทราบบ้าง ก็ขอให้เขียนมาเป็นข้อ ๆ ไม่เกิน ๑๐ ข้อ และจะอธิบายคลุมทั้งหมดก็ได้ แต่คำอธิบายทั้งหมดนั้นจะต้องไม่ยาวเกิน ๑ หน้ากระดาษ

   คนที่ได้ทราบประกาศนี้พากันสนใจ ที่เห็นว่าเป็นการประกวดไม่ซ้ำแบบใคร และมีทีท่าว่าเป็นคำสอนไปในตัวของสมาคมพระพุทธศาสนาแห่งนั้น ตั้งแต่เริ่มประกาศให้ประชาชนรู้ คือเป็นคำสอนแบบให้คิดเอาเอง ใครคิดเป็นก็ได้รับคำสอนมาก ใครคิดไม่เป็นหรือคิดไม่ออก ประกาศนั้นไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่กลับให้สติที่จะช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์สาธษรณะ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนด้วยซ้ำ

   กรรมการสมาคมปรึกษากันว่า ผู้ส่งข้อความเข้าประกวดถ้ามีถึง ๑๐ คน ก็นับว่าน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว แต่กลับปรากฎว่า มีผู้ส่งข้อความเข้าประกวดอย่างมากมายเกินที่คาดคิดไว้

    คณะกรรมการของสมาคมต้องตรวจข้อเขียนที่ส่งมาประกวดนั้นอย่างเคร่งเครียด ในจำนวนข้อเขียนหลายร้อยฉบับ มีอยู่ฉบับหนึ่งที่เขียนส่งมาเฉพาะคำแสดงความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน รวม ๑๐ ข้อ ไม่มีคำอธิบายประกอบ ในการนี้ผู้ส่งมากล่าวว่าเห็นว่าคำอธิษฐานเหล่านี้ชัดเจนในตัวแล้วจึงไม่จำเป็นต้องเขียนอธิบายเพิ่มเติมอีก เว้นไว้แต่ตอนท้ายคำอธิษฐาน ได้กล่าวสรุปไว้เพื่อให้เห็นว่า ตัวผู้เขียนยังไม่ดีพอ จึงต้องมีหลักฐานไว้เตือนตัวเอง และที่แปลกก็คือ เป็นคำอธิษฐานเพื่อคุณธรรม มากกว่าการขอทรัพย์สมบัติใด ๆ

คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินให้ข้อเขียนของผู้นั้นได้รางวัลที่ 1 แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้นั้นเป็นใคร เพราะมิได้ให้ชื่อที่อยู่กำกับไว้ด้วย
ข้อเขียนที่แสดงถึงความปรารถนาหรือคำอธิษฐาน ๑๐ ประการนั้น มีดังต่อไปนี้
๑. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนคิดจะได้ดีอะไรอย่างลอย ๆ นั่งนอนคอยแต่โชควาสนา โดยไม่ลงมือทำความดี หรือไม่เพียรพยายาม สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตน ถ้าข้าพเจ้าจะได้ดีอะไรก็ขอให้ได้เพราะทำได้ทำความดีอย่างสมเหตุผลเถิด

๒. ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนลืมตนดูหมิ่นเหยียดหยามใคร ๆ ซึ่งอาจด้อยกว่าในทางตำแหน่ง ฐานะการเงิน หรือในทางวิชาความรู้ ขอให้ข้าพเจ้ามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้เกียรติแก่เขาตามความเหมาะสมในการติดต่อเกี่ยวข้องกันเถิด อย่าแสดงอาการข่มขู่เยาะเย้ยใครๆ ด้วยประการใดๆเลย ก็ขอให้มีความอ่อนโยน นุ่มนวล สุภาพเรียบร้อยเถิด

๓. ถ้าใครพลาดพลั้งลงในการครองชีวิตหรือต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนเพราะเหตุใดๆก็ตาม ขออย่าให้ข้าพเจ้าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนเหล่านั้นแต่จงมีความกรุณาหาทางช่วยเขาลุกขึ้น ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ร้อนแก่เขาเท่าที่จะสามารถทำได้

๔. ใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถขึ้นมาเท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมข้าพเจ้าก็ดี มีความรู้ความสามารถหรือมีผลงานอันปรากฏดีเด่น สูงส่งอย่างน่านิยมยกย่องยิ่งกว่าข้าพเจ้า ขออย่าให้ข้าพเจ้ารู้สึกริษยาหรือกังวลใจในความเจริญของผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย ข้อให้ข้าพเจ้าพลอยยินดีในความดี ความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านั้นด้วยใจจริง ช่วยส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจแก่คนเหล่านั้น อันเข้าลักษณะการมีมุทิตาจิตในพระพุทธศาสนา ซึ่งตรงกันข้ามกับความริษยา ขออย่าให้เป็นอย่างบางคน ที่เกรงนักหนาว่าคนอื่นจะดีเท่าเทียมหรือดียิ่งกว่าตน คอยหาทางพูดจาติเตียน ใส่ไคล้ให้คนทั้งหลายเห็นว่าผู้นั้นยังบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้ข้าพเจ้ามีน้ำใจสะอาด พูดส่งเสริมยกย่องผู้อื่นที่ควรยกย่องเถิด

๕. ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีน้ำใจเข็มแข็งอดทนอย่าเป็นคนขี้บ่น ในเมื่อมีความยากลำบากอะไรเกิดขึ้น ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับความยากลำบากนั้น ๆ โดยไม่ต้องอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย ขออย่าเป็นคนอ่อนแอเหลียวหาที่พึ่ง เพราะไม่รู้จักทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเลย ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นคนชอบได้อภิสิทธิ์ คือ สิทธิเหนือคนอื่น เช่น ไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็ขอให้พอใจนั่งคอยตามลำดับ อย่าวุ่นวายจะเข้าตรวจก่อน ทั้งที่ตนไปถึงทีหลัง ในการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกใด ๆ ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดหาวิธีลัดหรือวิธีทุจริตใดๆ รวมทั้งขออย่าได้วิ่งเต้นเข้าหาคนนั้นคนนี้ เพื่อให้เขาช่วยให้ได้ผลดีกว่าคนอื่น ทั้งๆที่ข้าพเจ้าอาจมีคะแนนสู้คนอื่นไม่ได้เถิด

๖. ข้าพเจ้าทำงานที่ใด ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือคิดเอาแต่ได้ในทางส่วนตัว เช่น เถลไถลไม่ทำงาน รีบเลิกงานก่อนกำหนดเวลาขอจงมีความขยันหมั่นเพียร พอใจในการทำงานให้ได้ผลดี ด้วยความตั้งใจและเต็มใจ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ฉะนั้นเถิด อันเนื่องมาแต่ความไม่คิดเอาเปรียบในข้อนี้ ถ้าข้าพเจ้าบังเอิญก้ำเกินข้าวของ ของที่ทำงานไปในทางส่วนตัวได้บ้าง เช่น กระดาษ ซอง หรือ เครื่องใช้ใด ๆ ขอให้ข้าพเจ้าระลึกอยู่เสมอว่าเป็นหนี้อยู่ และพยายามใช้หนี้คืนด้วยการซื้อใช้ หรือทำงานให้มากกว่าที่กำหนด เพื่อเป็นการชดเชยความก้ำเกินนั้น ข้อนี้รวมทั้ง ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเอาเปรียบชาติบ้านเมือง เช่น ในเรื่องการเสียภาษีอากร ถ้ารู้ว่ายังเสียน้อยไปกว่าที่ควร หรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะชดใช้แก่ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสตอบแทนเมื่อไร ขอให้รีบตอบแทนโดยทันที เช่น ในรูปแห่งการบริจาคบำรุงโรงพยาบาล บำรุงการศึกษาหรือบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ แบบบริจาคให้มากกว่าที่รู้สึกว่ายังเป็นหนี้ชาติบ้านเมืองอยู่เสมอและในข้อนี้ขอให้ข้าพเจ้าปฏิบัติแม้ต่อเอกชนใด ๆ ขออย่าให้ข้าพเจ้าคิดเอาเปรียบหรือโกงใครเลยแม้แต่น้อย แม้แต่จะซื้อของ ถ้าเขาถอนเงินเกินมา ก็ขอให้ข้าพเจ้ายินดีคืนให้เขากลับไปเถิด อย่ายินดีว่ามีลาภ เพราะเขาทอนเงินเกินมาให้เลย

๗. ขออย่าให้ข้าพเจ้ามักใหญ่ใฝ่สูง อยากมีหน้ามีตา อยากมีอำนาจ อยากเป็นใหญ่เป็นโต ขอให้ข้าพเจ้าใฝ่สงบ มีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องการแข่งดีกับใคร ๆ ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าพอจะเดาได้ว่า ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความหยากมีหน้ามีตา ความอยากมีอำนาจ และอยากเป็นใหญ่เป็นโตนั้น มันเผาให้เร่าร้อน ยิ่งต้องแข่งดีกับใคร ๆ ด้วยก็ยิ่งทำให้เกิดความคิดริษยา คิดให้ร้ายคู่แข่งขัน ถ้าอยู่อย่างใฝ่สงบมีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ก็จะเย็นอกเย็นใจ ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากถอนใจเพราะเกรงคู่แข่งจะชนะ ไม่ต้องทอดถอนใจเพราะไม่สมหวัง ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจซาบซึ้งในพระพุทธภาษิตว่า "ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ละความชนะความแพ้เสียได้ ย่อมอยู่เป็นสุข" ดังนี้เถิด แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า เมื่อใฝ่สงบแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องอยู่อย่างเกียจคร้านไม่สร้างความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ข้าพเจ้าทราบดีว่าพระพุทธศาสนามิได้สอนให้คนเกียจคร้านงอมืองอเท้า แต่สอนให้มีความบากบั่นก้าวหน้าในทางที่ดีไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม และความบากบั่นก้าวหน้าดังกล่าวนั้น ไม่จำเป็นต้องผูกพันอยู่กับความทะยานอยาก หรือความมักใหญ่ใฝ่สูงใด ๆ คงทำงานไปตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ผลดีก็จะเกิดตามมาเอง

๘. ขอให้ข้าพเจ้าหมั่นปลูกฝั่งความรู้สึกมีเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่น และมีกรุณาคิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าแนะนำให้ปูพื้นจิตใจด้วยเมตตากรุณาดังกล่าวนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งไม่รู้สึกว่ามีใครเป็นศัตรูที่จะต้องคิดกำจัดตัดรอนเข้าให้ถึงความพินาศ ใครไม่ดี ใครทำชั่วทำผิดขอให้เขาคิดได้กลับตัวได้เสียเถิด อย่าทำผิดทำชั่วอีกเลย ถ้ายังขืนทำต่อไปก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เขาจะต้องรับผลแห่งกรรมชั่วของเขาเอง เราไม่ต้องคิดแช่งชักให้เขาพินาศ เขาก็จะต้องถึงความพินาศของเขาอยู่แล้ว จะต้องแช่งให้ใจเราเดือดร้อนทำไม ขอให้ความเมตตาคิดจะให้เป็นสุข และกรุณาคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ซึ่งข้าพเจ้าปลูกฝังขึ้นในจิตใจนั้น จงอย่าเป็นไปในวงแคบและวงจำกัด ขอจงเป็นไปทั้งในมนุษย์และสัตว์ทุกประเภท รวมทั้งสัตว์ดิรัจฉานด้วย เพราะไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เหล่านั้น ต่างก็รักสุขเกลียดทุกข์ รู้จักรักตนเองปรารถนาดีต่อตนเองด้วยดันทั้งสิ้น

๙. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนโกรธง่าย ต่างว่าจะโกรธบ้าง ก็ขอให้มีสติรู้ตัวโดยเร็วว่ากำลังโกรธ จะได้สอนใจตนเองให้บรรเทาความโกรธลง หรือถ้าห้ามใจให้โกรธไม่ได้ ก็ขออย่าให้ถึงกับคิดประทุษร้ายผู้อื่น หรือคิดอยากให้เขาถึงความพินาศ ซึ่งนับเป็นมโนทุจริตเลย ขอจงสามารถควบคุมจิตใจให้เป็นปรกติได้โดยรวดเร็ว เมื่อมีความไม่พอใจหรือความโกรธเกิดขึ้นเถิด และเนื่องมาจากความปรารถนาข้อนี้ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนผูกโกรธ ให้รู้จักให้อภัย ทำใจให้ปลอดโปร่งจากการผูกอาฆาตจองเวร ขอให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยรู้จักเปรียบเทียบกับตัวข้าพเจ้าเองว่าข้าพเจ้าเองก็อาจทำผิด พูดผิด คิดผิด หรือ อาจล่วงเกินผู้อื่นได้ ทั้งโดยมีเจตนาและไม่เจตนา ก็ข้าพเจ้าเองยังทำผิดได้ เมื่อผู้อื่นทำอะไรผิดพลาดล่วงเกินไปบ้าง ก็จงให้อภัยแก่เขาเสียเถิด อย่าผูกใจเจ็บหรือเก็บความรู้สึกไม่พอใจนั้นมาขังอยู่ในจิตใจ ให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองเลย

๑๐. ขอให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจและสอนใจตัวเองได้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งทางโลกและทางธรรม กล่าวคือ พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักสร้างความเจริญแก่ตนในทางโลก และสอนให้ประพฤติปฏิบัติยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ให้มีปัญญาเข้าใจปัญหาแห่งชีวิต เพื่อจะได้ไม่ติดไม่ยึดถือ มีจิตใจเบาสบายอันเป็นความเจริญในทางธรรม ซึ่งรวมความแล้วสอนให้เข้ากับโลกได้ดี ไม่เป็นภัยอันตรายแก่ใคร ๆ แต่กลับเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ แต่ก็ได้สอนไปในทางธรรมให้เข้ากับธรรมได้ดี คือให้รู้จักโลก รู้เท่าโลกและขัดเกลานิสัยใจคอให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อบรรลุความดับทุกข์ ความพ้นทุกข์ ขอให้ข้าพเจ้ามีความเข้าใจทั้งทางโลกทางธรรม และ ปฏิบัติตนให้ถูกต้องได้ทั้งสองทาง รวมทั้งสามารถหาความสงบใจได้เองปละสามารถแนะนำชักชวนเพื่อนร่วมชาติร่วมโลก ให้ได้ประสบความสุขสงบได้ตามสมควรเถิด   

     ความปรารถนาหรือคำอธิษฐานรวม ๑๐ ประการของข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าตั้งไว้เพื่อเป็นแนวทางเตือนใจหรือสั่งสอนตัวเอง เพราะปรากฏว่าตัวข้าพเจ้าเองยังมีข้อบกพร่อง ซึ่งจะต้องว่ากล่าวตักเตือนคอยตำหนิตัวเองเสมอ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าถ้าได้วางแนวสอนตัวเองขึ้นไว้เช่นนี้ เมื่อประพฤติผิดพลาดก็อาจระลึกได้ หรือ มีหลักเตือนตนได้ง่ายกว่าการที่จะนึกว่าข้าพเจ้าดีพร้อมแล้ว หรือเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งนับเป็นความประมาทหรือลืมตัวอย่างยิ่ง
                                                                                         
                                โดย สุชีพ ปุญญานุภาพ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #138 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2010, 10:11:06 AM »

ทัศนคติบอด

ชนะโทรไปบริษัทนี้ เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้   บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่
ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่  เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็น
มิตร และอ่อนโยนกล่าวว่า
' สวัสดีคะ บริษัท เอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ '

คุณชนะกล่าวว่า ' ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ '

โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า ' นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ '
 
ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้
เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ
' ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ '

เธอกล่าวว่า ' ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ '
 
หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า
' คุณสมจิต ผมขอชม พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ เธอเก่งจริงๆเลย
ที่จำเสียงผมได้ เป็นการให้บริการ ที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ
ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ ขนาดที่เธอจะจำเสียงผม
ได้ด้วย เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ '

สมจิตพูดว่า ' เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ หากคุณฟังเรื่องของ
เธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะยิ่งประทับใจ  สนใจฟังไหมละคะ '
 
ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
' สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ '

สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี ' คุณเรณู เธอตาบอดคะ เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว  ทำให้! เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี  เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการ และมาทำงานที่ออฟฟิศนี่ ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะสำหรับเธอ ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ   ส่วนใหญ่ก็จะมีคนตาดีอย่างพวกเรา ที่คอยช่วยดูสายรถเมล์ และส่งเธอขึ้นรถ เธอไม่เคยมาสายเลย และก็ไม่เคยเรียกร้องขอ รถรับส่งแต่อย่างใด ไม่เหมือนพนักงานปกติของ
พวกเราหลายคน ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องขอรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัว ก็ยังมาทำงานสาย พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ '

เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ ก่อนจะเล่าต่อว่า  ' คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆ กับงานของเธอ เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่า สำหรับเธอแล้ว การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งาน
แต่มันคือชีวิต    เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างดี    นอกจากนี้ เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก   ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่า บริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคมมอบโอกาสให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่า และสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมได้  เธอบอกว่า เธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ  ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย  เธอบอกว่า ทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ เพื่อจะได้รีบตื่นขึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร '

สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างคนอารมณ์ดี

เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถ ระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า
' เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม กับเราฟังบ้างนะ  บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่น ว่างานหนัก หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก

สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ
ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด เราทัศนคติบอดไงละ   
เราได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย จากนายจ้างจนเคยชิน กระทั่งมองไม่เห็น
คุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ยิ่งนานวัน เรายิ่งเรียกร้องมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้    ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง  บางคนเบื่องาน
จนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ   มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ 'The psychology of winning'
เขายกรายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่า  ผู้เกษียณอายุออกจากงานไป โดยไม่มีภาระกิจอะไรทำ มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น พวกเขาตายเพราะความรู้สึก
ด้อยคุณค่า หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า เฉาตายนั่นเองครับ
 
เราบางคนมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก ในขณะที่คนจำนวนมาก
ไม่มีโอกาสอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมอง โดยหันมารักและหลงไหลในสิ่งที่เรา
ทำได้   โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ '

บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #139 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 10:11:05 AM »

ไวรัสในมือถือ

    ได้รับข่าวมาเมื่อเช้าวันนี้เองว่า ให้ระวังการระบาดของไวรัสมือถือ หรือไวรัสโทรศัพท์เคลื่อนที่  ถ้ามีเสียงกริ่งดังเข้ามาที่เครื่องของเพื่อนๆ ให้ดูที่หน้าจอ... ถ้าขึ้นตัวอักษรเพียงสามหลัก คำว่า R C A แล้วอย่ารับสาย ให้กดดับไปเลย เพราะถ้ารับเมื่อใด เครื่องจะรับและอัพเดทไวรัสดังกล่าวเข้าสู่ระบบของตัว
ซิมและตัวเครื่อง ส่งผลให้ซิมการ์ดเสียหายและเครื่องน็อค ทำให้ไม่สามารถรับซิมการ์ดใดๆได้อีก

     สำหรับโทรศัพท์มือถือระบบ Digital (ดิจิตัล) จะปรากฏคำว่า A C E - ?   
ห้ามรับสาย!   ให้กดยกเลิกสายทันที ถ้ารับสายโทรศัพท์จะติดไวรัส และไวรัสจะลบข้อมูลของ IMEI และ IMSI  ทั้งในเครื่องและใน SIM Card   ซึ่งจะทำให้โทรศัพท์มือถือไม่สามารถติดต่อกับระบบเครือข่ายได้ จะต้องซื้อเครื่องใหม่

   ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก Motorola (โมโตโรล่า) และ Nokia
(โนเกีย)   ขณะนี้มีโทรศัพท์ในอเมริกาและยุโรปกว่า 3 ล้านเครื่องติดไวรัสนี้แล้ว  อ่านข่าวนี้ได้จากเวบไซต์ CNN Web Site
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #140 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 11:31:44 AM »

ยาย กับ หลาน (ข้างบ้าน)

หลาน :      ยาย .. .ยาย
ยาย :        หา ?
หลาน :      ยายปีนี้ดูแก่มากเลยนะยาย .. .อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ ?
ยาย :        เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ยายอายุ 50 ไม่รู้ว่าตอนนี้มันยังจะ 50 อยู่หรือ
               เปล่า  ไม่ได้นับมานานแล้ว
หลาน :      โห...ยาย ป่านนี้มันไม่เหลือ 9 ขวบแล้วหรอ...แล้วลูกเต้าไม่มีเหรอ
               ยายถึงมานั่งคนเดียวเนี่ย
ยาย :        มี...
หลาน :      อ้าว...แล้วทำไมเค้าไม่มาด้วยล่ะ
ยาย :        มีลูกชายสองคน คนหนึ่งอยู่ระยอง คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่โน่น ไอ้คน
                หนึ่งมันจะให้ยายไปอยู่เชียงใหม่...อีกคนหนึ่งจะให้ยายไปอยู่
                ระยอง...ตัดสินใจไม่ถูกไม่รู้จะไปอยู่กับใคร ?
หลาน :      โอ้โฮ...ยายนี่โชคดีจังเลย ลูกๆ แย่งกันเลี้ยง
ยาย :        โชคดีกะผีอะไรล่ะ...ก็ไอ้คนที่อยู่ระยอง...มันจะให้ไปอยู่เชียงใหม่   
                ไอ้คนที่อยู่เชียงใหม่...มันจะให้ไปอยู่ระยอง

หลาน :      เออ...ยาย...อย่าไปคิดมากเลย อายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงอยู่
                ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ยาย :        โอ๊ย...แข็งแรงที่ไหนกัน ตอนนี้กำลังแย่เลย
หลาน :      แย่ที่ไหนยาย...ก็เห็นแข็งแรงดี
ยาย :        เดี๋ยวนี้ยายมีอาการแปลกๆ เช่น นั่งๆ อยู่เนี่ย...ถ้าลุกขึ้นปุ๊บ...มันจะ
                ยืนทุกทีเลย
หลาน :      เป็นอะไรไม่รู้ลุกแล้วยืนน่ะมันธรรมดานะยาย...ยายเคยเห็นคนล้มทั้ง
                ยืนไหมยาย ?
ยาย :        ไม่เคย
หลาน :      อยากเห็นไหม ?
ยาย :        อย่าเลย...ยายแก่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากรู้อยากเห็นอะไร
หลาน :      อ้าว...เป็นอะไรไปเหรอยาย ?
ยาย :        สงสัยจะแก่ตัวมาก นั่งนานๆ แล้วมันจะมีปัญหา
หลาน :      มันเป็นยังไงหรอยาย ?
ยาย :        อีขาซ้ายนี่มัน...ชา
หลาน :      แล้วขาขวาล่ะยาย ?
ยาย :        กาแฟ
หลาน :      ผมว่ายายต้องรีบไปหาหมอแล้วล่ะ
ยาย :        ทำไมล่ะ ?
หลาน :      ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันจะเป็นโอวัลตินนะยาย

ยาย :        อืม...แล้วพอยืนนานๆ นะ...ขาซ้ายมันจะปวด
หลาน :      โอ๊ย...เป็นเรื่องธรรมดายาย อายุมากแล้วนี่มันก็ปวดสิ
ยาย :        ไม่จริงหรอก...ขาข้างขวานี่ก็อายุเท่ากัน...ไม่เห็นมันปวดล่ะ ?

ยาย :        หลานเอ้ย ...
หลาน :      จ้ะยาย ...
ยาย :        คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน
หลาน :      จ้ะยาย
ยาย :        หลานเอ้ย ... คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน
หลาน :      จ้ะยาย
ยาย :        หลานเอ้ย .. .คนเราจะประสบความสำเร็จต้องอดทน ....
หลาน :      โอ๊ย รู้แล้ว ... พูดซ้ำซากอยู่นั่นแหละรำคาญ
ยาย :        ไอ้หลาน .. .เอ็งนี่ช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลย
 
ยาย :        นี่เอ็งเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมไหม
หลาน :      เชื่อสิยาย
ยาย :        เขาบอกว่า ... ถ้าเราฆ่าไก่ ... เราจะเกิดเป็นไก่ ถ้าเราฆ่าวัว ...
               เราจะเกิดเป็นวัว   ถ้าเราฆ่านก ... เราจะเกิดเป็นนก
หลาน :      ยาย .. .เห็นทีผมจะต้องฆ่าคนซะแล้วยาย
 
หลาน :      เออ...ยาย ...ฉันจะเปิดร้านใหม่ล่ะยาย ...ยายช่วยไปอุดหนุนฉัน
                หน่อยนะยาย ...ฉันอยากให้ยายไปอุดหนุนเป็นคนแรกเลย ...
ยาย :        โอ๊ย...ไม่มีปัญหา ...เรามันคนกันเอง เออ ...ว่าแต่ ...แกจะเปิด
                ร้านอะไรล่ะ
หลาน :      ร้านขายโลงศพจ้ะยาย
ยาย :        อ้ายเวร...ปากไม่เป็นมงคล .. .เอ็งจำไว้เลย ข้าจะไม่เหยียบเข้าร้าน
                เอ็งจนวันตาย .. .
หลาน :      ถ้าถึงวันตายแล้วอย่าลืมมาอุดหนุนนะยาย
 
ยาย :        นี่ๆ ...ยายก็มีหลานชายอยู่คนหนึ่ง...กำลังเรียน ...เป็นเด็กดีเหลือ
                เกิน ...กตัญญู ...เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดยาย ... พอยายจะเอาชาม
               ไปล้าง ... หลานชายมันเข้ามาห้าม ...มันบอกว่า "ยาย...วันนี้เป็น
               วันเกิดยาย...ยายอย่าล้างชามเลย..."
หลาน :      แหม...เป็นเด็กดีจริงๆ เลยนะหลานยายเนี่ย
ยาย :        เออ...มันบอกกองเอาไว้ก่อน...พรุ่งนี้ค่อยล้าง เอ้อ ยายต้องไปแล้ว
                ล่ะไอ้หนู
หลาน :      อ้าว...ทำไมล่ะยาย ??
ยาย :        ต้องรีบไปล้างจาน ??
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #141 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2010, 01:31:41 PM »

"เหมือนพ่อ"

ดช.ป๋อง ::: พ่อฮะ แม่บอกว่าผมเก่งคำนวณเหมือนพ่อ

พ่อยิ้มหน้าบานอย่างภาคภูมิใจ

ดช.ป๋อง ::: แต่วันนี้ ครูให้ผมตกคณิตศาสตร์

“เฮ้ย เป็นไปไม่ได้” พ่อตอบอย่างโมโห

ดช.ป๋อง ::: ครูถามผมว่าสองคูณสามได้เท่าไหร่ ผมตอบหก

พ่อ ::: ก็ตอบถูกแล้วนี่

ดช.ป๋อง ::: แล้วครูก็ถามต่ออีกว่า สามคูณสองได้เท่าไหร่

พ่อ ::: ปั๊ดโธ่เว้ย แล้วมันต่างกันตรงไหนวะ

ดช.ป๋อง ::: นั่นไง พ่อก็ตอบเหมือนผมเปี๊ยบเลย
 
-------------------------------------------------------------
 
"เด็ดกว่า"

ในสมัยที่คาเฟ่ ยังเฟื่องฟู ที่ถนนสายหนึ่งใน กทม. มีคาเฟ่สองแห่งเปิดประชัน
หน้ากัน คนละฝั่งของถนน ต่างฝ่ายต่างหากลยุทธ์ มาเอาชนะคาเฟ่คู่แข่งกันอย่างถึงพริกถึงขิง และวันหนึ่ง พระรามสิบคาเฟ่ ก็งัดไม้เด็ดขึ้นมา จ้างโชว์คาบาเร่จากพัทยา ชุดใหญ่ มาโชว์ เพื่อดึงลูกค้าจากคาเฟ่ฝั่งตรงข้าม ให้มาดูโชว์ให้หมด

พระรามสิบคาเฟ่ ขึ้นป้าย ใหญ่สุดๆหน้าค่าเฟ่ของตัวเองว่า...... " คืนนี้ มีโชว์
ชุดใหญ่ "

ปรากฏว่าคืนนั้น มีแขกมารอดูกันเต็มโต๊ะ แต่อยู่ได้สักพักก็ทยอยกันเดินออกไปคาเฟ่ฝั่งตรงข้ามกันหมด สร้างความประหลาดใจให้กับผู้จัดการเป็นยิ่งนัก จึงรีบวิ่งไปดูที่หน้าคาเฟ่ฝั่งตรงข้าม ขึ้นป้ายใหญ่พอๆกันว่า .......

" คืนนี้ มีโชว์ ไม่มีชุด "
 
--------------------------------------------------------------
 
" หมกมุ่น"

หลังจาก การจองตั๋วเครื่องบิน ทางโทรศัพท์ แต่เนื่องด้วย การสะกดชื่อตรงตัว
เอช ทางโทรศัพท์เป็นปัญหากับพนักงานรับจองตั๋ว

พนักงาน :: "คุณออกเสียงเอชไม่ชัดค่ะ เอช ไหนคะ เอช สิงคโปร์ หรือ เอช ฮ่องกง คะ จะได้เขียนชื่อคุณถูกต้อง"

ชายหนุ่ม :: "อะไรนะครับ อ๋อ ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ทั้ง เอช สวิงกิ้ง หรือ เอช ฮาร์ดคอร์ นะครับ สะกดด้วย เอกซ์ ครับ เอกซ์ เอกซ์ที่อยู่ตัวสุดท้ายของเซ็กส์น่ะครับ" 
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #142 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2010, 11:27:25 AM »

ปรัชญาการทำงาน และ การดำเนินชีวิต (ดร.เทียม โชควัฒนา)

1. รู้น้อยไม่เกี่ยงงาน
คนเราหากมีความรู้น้อยต้องไม่ท้อถอย หรือ เลือกงาน เพราะการทำงานคือหนทางเพิ่มความรู้และประสบการณ์

2. เที่ยงธรรมและเยือกเย็น
ผู้บริหารที่ดีต้องปกครองคนด้วยความเที่ยงธรรม และ สุขุมเยือกเย็นเป็นสำคัญ

3. ขยัน อดทน รักษาเครดิต คบคนดี อย่าเอาเปรียบใคร และ ไม่สร้างศัตรู
คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ต้องมีความขยัน อดทน ประพฤติตนน่าเชื่อถือ รู้จักคบคนดีเพราะคนดีย่อมนำพาไปสู่สิ่งดีๆ และที่สำคัญไม่ควรเอาเปรียบหรือเป็นศัตรูกับผู้อื่น

4. เป็นร่มเงาให้ประโยชน์สุข
ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและอุดมด้วยดอกผลอันเอื้อประโยชน์แก่ผู้ปลูกทำนุบำรุง และคนทั่วไปฉันใด องค์กรที่เจริญเติบโตมั่นคง ย่อมควรจะเอื้อประโยชน์และเกื้อกูลแก้บุคคลากรและสังคมฉันนั้น

5. รักตนเอง รักครอบครัว รักษริษัทฯ
บุคคลใดดำเนินชีวิตด้วยพื้นฐานจากพลังแห่งความรัก ในตนเอง ครอบครัว และองค์กรเป็นสำคัญ บุคคลนั้นย่อมประสบความสำเร็จที่ยั่งยืนทั้งในชีวิตส่วนตัว และ ชีวิตการทำงาน
 
6. ความรู้เหมือนดาบ ยิ่งใช้ยิ่งคม
ผู้ใดมีความรู้แล้วนำความรู้ของตนมาใช้ และถ่ายทอดให้ผู้อื่น ผู้นั้นจะยิ่งเกิดความชำนาญ และเป็นการเพิ่มคุณค่าแห่งความรู้นั้นด้วย เปรียบเสมือนดาบที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ และได้รับการเอาใจใส่ดูแล ให้คงไว้ซึ่งความคมตลอดเวลา

7. เรียนรู้สิ่งใด เรียนรู้จากคน
เรื่องราวทุกอย่างคนเป็นผู้สร้างขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการเรียนรู้สิ่งใดให้เรียนรู้จากคน ซึ่งล้วนเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ และประสบการณ์

8. การใช้โทสะ มีแต่สร้างความรุนแรง
การใช้โทสะเข้าตัดสินปัญหา ไม่เกิดผลดีกับใครเลย มีแต่สร้างความรุนแรงเพิ่มขึ้น

9. ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวกพ้อง
อดอยากแค่ไหน จงทำตัวเป็นเสือ ไม่แล่เนื้อเถือหนังพวกเดียวกัน แต่ต้องพยายามเป็นผู้ช่วยเหลือผองเพื่อนจะดีกว่า

10. ทบทวนอดีต ศีกษาปัจจุบัน เพื่อวางอนาคต
การทบทวนประสบการณ์จากอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น และการศึกษาเรื่องราวจากคนและสิ่งรอบข้างในปัจจุบัน เป็นแนวทางให้เราวางอนาคตได้ถูกต้อง แม่นยำยิ่งขึ้น
 
11. มากคน มากวาสนา
คนเราทุกคนล้วนมีวาสนาบารมี ถ้าทุกคนเอาวาสนาบารมีมารวมกัน บริษัทฯก็จะเจริญก้าวหน้า

12. อย่าปล่อยชีวิตให้หมดไปอย่างไร้ค่า
คนเราถ้าเข้าใจการจากไปอย่างไม่ย้อนกลับของเวลา ย่อมใช้ชีวิตในแต่ละช่วงอย่างมีค่า

13. เร็ว ช้า หนัก เบา
ในการทำงาน ควรหมั่นพิจารณาอยู่เสมอว่า งานไหนทำก่อน งานไหนทำทีหลัง งานไหนต้องจริงจัง และ งานไหนที่พอควร

14. ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้มีความเพียร
อยากประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ต้องพาตัวเข้าหางาน อย่าคอยให้งานมาหาตัว เพราะงานคือทุกอย่างของชีวิต ที่เราต้องพากเพียรและพยายามทำตลอดไป

15. ไม่มีอะไรเกินความพากเพียรของมนุษย์
คนเราถ้าไม่นิ่งนอนใจ แต่เพียรพยายามใช้สติปัญญาต่อสู้อย่างเต็มกำลังแล้ว ในที่สุดเราก็จะเป็นผู้มีชัยชนะ
 
16. ความสำเร็จของงาน อยู่ที่คุณภาพของคน
หัวใจในการทำงานให้สำเร็จ มิใช่อยู่ที่การสร้างคนให้มีความเชี่ยวชาญในการทำงานเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการสร้างเสริมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก และความสามัคคีด้วย

17. แค่หยุดอยู่กับที่ ก็กลายเป็นผู้ล้าหลัง
นักธุรกิจต้องเป็นคนไม่หยุดนิ่งเพียงวันนี้ แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ทันโลก พร้อมที่จะก้าวสู่วันพรุ่งนี้ได้เสมอ

18. ชมเกินจริงเป็นโทษ ดีเกินเหตุเสียน้ำใจ
การชมเชย อย่าให้เขาเกิดความหลงระเริง จนอาจลืมตัวกับความสำเร็จ ก่อให้เกิดความประมาท ที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวในอนาคตได้ การติ ต้องทำด้วยจิตใจที่หวังดีและใช้คำพูดที่สร้างสรรค์

19. ผู้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มักเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป
ความเป็นคนมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มมีชีวิตชีวานั้น เป็นเสน่ห์ของมนุษย์อย่างแท้จริง

20. ทำดีเปรียบการเดินทวนกระแสน้ำ ทำชั่วเปรียบการลอยตามน้ำ
การทำความดีเปรียบเหมือนปลาว่ายทวนน้ำ ขึ้นไปที่สูงจะพบแต่น้ำที่ใสสะอาดฉันใด คนที่พยายามทำความดีแม้จะลำบากยากเย็น ก็ย่อมพบชีวิตที่ดี สะอาดสดใส อันเป็นมงคลแก่ตนเองฉันนั้น
 
21. มนุษยสัมพันธ์ คือพื้นฐานของความสำเร็จ
องค์กรจะเจริญรุ่งเรืองได้ บุคคลในองค์กรต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความสุภาพอ่อนโยน รู้จักข่มอารมณ์และให้อภัยซึ่งกันและกันเสมอ

22. ความก้าวหน้าที่แท้จริง ย่อมเกิดจากฝีมือการทำงาน
ความก้าวหน้าที่ได้มาจากความสามารถในการทำงาน จะให้ผลที่จีรังยั่งยืน

23. งานสำเร็จได้ดี เพราะทีมงานดี
การประสานพลังใจและพลังความคิดของทีมงานที่ดี นำมาซึ่งความสำเร็จของงาน

24. อดทนและอดกลั้น นำไปสู่ความสำเร็จ
คนที่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ดีกว่าคนอื่น จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

25. อยากขยายใหญ่ ใจต้องกว้าง ในการถ่ายทอดความรู้ให้ลูกน้อง
การขยายกิจการให้ใหญ่โต ต้องอาศัยพลังความสามารถ ความรู้ และความคิดจากทุกคน ฉะนั้น หัวหน้างานต้องใจกว้าง หมั่นสอนและฝึกฝนความชำนาญให้ลูกน้องเสมอ
 
26. คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลก
คนเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งของโลก แต่คนจะมีคุณค่ายิ่ง หากรู้จักประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

27. ความรู้ต้องมองสูง ความเป็นอยู่ต้องมองต่ำ
ความรู้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ คนที่อยากก้าวหน้าต้องใฝ่รู้ เรียนรู้ให้มากขึ้นอยู่เสมอ แต่ความเป็นอยู่นั้นต้องเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ

28. ความรักและความเข้าใจกัน เป็นความสุขอย่างยิ่งของผู้มีภูมิปัญญา
คนที่มีภูมิปัญญา จะมีความสุขอย่างแท้จริง หากรู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ด้วยความรักและความเข้าใจที่ดีต่อกัน

29. ศึกษาคนเพื่อมอบงาน ให้เหมาะกับความสามารถ
หัวหน้างานที่ดีต้องเป็นคนช่างสังเกตและใกล้ชิดลูกน้อง สามารถวิเคราะห์ได้ว่า งานใดเหมาะกับความสามารถของลูกน้องคนใด เพื่อมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของเขา

30. ความประมาท ความหลงตัวเอง อาจนำไปสู่ความพินาศ
การกระทำสิ่งใดโดยขาดความระมัดระวัง และคิดว่าตนเองเก่งเหนือผู้อื่นเสมอ อาจนำมาซึ่งความล้มเหลว แต่หากกระทำสิ่งใดด้วยความรอบคอบ และอ่อนน้อม ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ
 
31. เข็มเล่มหนึ่ง ไม่มีปลายแหลมสองด้าน
ทุกคนมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย คนเราจึงไม่มีใครเก่งทุกอย่าง เปรียบเสมือนเข็มที่มีปลายแหลม สำหรับเย็บ ปะ ชุน ได้เพียงด้านเดียว ฉะนั้น คนเราควรรู้และทบทวนจุดเด่น และจุดด้อยของตนอยู่เสมอ

32. หนังฉายซ้ำไม่ตื่นเต้น ตลกมุขเก่าไม่มีคนฮา
งานทุกงานควรต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น และสอดคล้องกับวันเวลาที่เปลี่ยนไปเสมอ

33. ผู้เป็นพนักงานขายที่ดี ใช่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ที่ดีได้เสมอไป
ผู้มีความสามารถสูงในงานอย่างหนึ่ง ใช่จะทำงานอีกอย่างหนึ่งได้ดีเสมอไป ดังนั้น ผู้จะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ นอกจากจะต้องทำงานเก่งแล้ว ต้องเข้าใจวิธีสอนและปกครองคนด้วย
(ซุปเปอร์ หรือ ซุปเปอร์ไวเซอร์ = Supervisor / หัวหน้างานขาย)

34. หมั่นเล่าสร้างความจำ หมั่นซักถามสร้างความรู้
เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใดแล้ว หมั่นถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับรู้ด้วย จะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น และเมื่อไม่รู้สิ่งใดก็อย่าอายที่จะถาม เพราะจะช่วยให้เรารู้มากขึ้น ในขณะที่โอ้อวดว่ารู้หมดแล้ว แท้จริงคือคนที่ไม่รู้อะไรเลย

35. มอง ฟัง คิด ถาม พื้นฐานของการเรียนรู้
พื้นฐานที่ดีของการเรียนรู้ต้องอาศัยทั้งการมอง ฟัง คิด ถาม ประกอบกัน อย่าเพียงแต่มอง ฟัง หรือ ถาม แล้วนำมาใช้โดยไม่มีการคิดไตร่ตรอง หาเหตุผลเสียก่อน
 
36. ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งที่ดีงามที่มนุษย์จะพึงปฎิบัติต่อกัน
คนเราจะมีความสุขในชีวิต หากรู้จักมอบความเป็นเพื่อนให้แก่คนรอบข้าง รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างจริงใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

37. เป็นคนต้องรู้จักตัวเอง
การหมั่นสำรวจตัวเอง ย่อมทำให้คนเรารู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง และพัฒนาตนเองได้ถูกต้องเสมอ

38. พลังกายในวัยหนุ่มมีเหลือเฟือ ควรใช้ให้คุ้มค่า
เกิดเป็นคนต้องใช้ชีวิตคุ้มค่าต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม อย่าให้มีช่วงเวลาใดที่ต้องรู้สึกเสียดาย ที่ให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์

39. การแข่งขันบังคับให้ต้องใช้สมอง
การแข่งขันคือ การที่ทำให้คนเราต้องคิดและตื่นตัวเสมอ ทำให้เกิดการพัฒนาความสามารถตลอดเวลา

40. อารมณ์ชั่ววูบ อาจทำลายมิตรภาพที่ยืนยาวได้
การแก้ปัญหาโดยขาดสติ หรือใช้อารมณ์ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีระหว่างกัน และอาจลุกลามไปสู่ความบาดหมางกันได้
 
41. การพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้คนยอมรับ
การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยให้เราครองใจผู้อื่นได้

42. ความคิดสร้างสรรค์ คือพื้นฐานสำคัญของผู้ประกอบการค้า
ในการทำธุรกิจ ต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ เพราะการผูกติดกับความคิดเก่าๆ ในขณะที่เวลาเปลี่ยนไปนั้น เป็นการปิดกั้นความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจ

43. อย่าหลงเชื่อคำกล่าวของผู้อื่น โดยขาดสติและความรอบคอบ
ก่อนที่จะเชื่อหรือคล้อยตามคำพูดใดๆ ของผู้อื่น ต้องใช้สติไตร่ตรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบเสียก่อน

44. เป็นคนต้องรักตัวเองในทางที่ถูก
คนที่รักตัวเองอย่างแท้จริง คือคนที่สร้างคุณค่าให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการหมั่นศึกษาพัฒนาตนเอง ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนที่ดี และหลีกหนีให้ห่างไกลจากอบายมุข

45. หากอยากมีอนาคตที่มั่นคง จงอย่าห็นแก่ตัว
คนดีย่อมไม่เห็นแก่ตัว ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คนเช่นนี้สมควรได้รับการสนับสนุนให้ได้ดีมีอนาคต
 
46. การศึกษาข้อบกพร่องของตน ทำให้เรารู้จักตัวเองและผู้อื่นดีขึ้น
คนเรามีข้อบกพร่องในตนเองทุกคนไม่มากก็น้อย ฉะนั้น ให้เรารู้จักพิจารณาข้อบกพร่องของตนเองด้วยปัญญา จะทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง และช่วยให้เข้าใจผู้อื่น ที่เขาอาจมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับเรา

47. ไม่มีใครเก่งแต่เพียงผู้เดียว
ทุกคนภายในองค์กรเปรียบเสมือนเฟืองจักรกลแต่ละชิ้น ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องทำงานประสานกัน ถ้าเฟืองชิ้นใดชำรุดหรือบกพร่อง เครื่องจักรก็ไม่สามารถทำงานได้ นั่นคือ งานใดๆ จะสำเร็จด้วยดีต้องอาศัย ความสามารถและการประสานงานของทุกคนในทีมงาน มิใช่สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

48. ผู้มีความคิดวิจารณญาณ จะก้าวทีละขั้นอย่างมั่นคง
การขยายแนวธุรกิจอย่างมั่นคง ต้องอาศัยการพิจารณา อย่างรอบคอบถึงหลักการและกระบวนการ ปรับปรุงระบบการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

49. อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จนขาดมนุษยธรรม
คนที่ทำธุรกิจแบบไร้คุณธรรมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนย่อมจะหาความสุขใจและความเจริญในชีวิตได้ยาก

50. แม้นจะลำบากเพียงใดก็ย่อมฟื้นคืนเป็นดีได้
จงคิดเสมอว่า คนเรานั้นแม้จะประสบความล้มเหลว ก็ย่อมสามารถปรับปรุงให้กลับคืนดีได้ หากไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตา และคิดเสมอว่า เมื่อล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นยืนได้อยู่เสมอ
 
51. สร้างคนต้องใช้เวลา
การสร้างคนเหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ ต้องอดทนใช้เวลานาน ไม่เหมือนการปลูกถั่วงอก ซึ่งวันเดียวก็เห็นผล

52. เมื่อจะแหงนมองฟ้า ก็อย่าลืมว่าเท้าตัวเองสัมผัสดินอยู่
คนเราต้องเตือนตนเองไม่ให้ลืมตัว อย่าทะนงว่าตนนั้นเลิศเลอไปกว่าคนอื่น จงคิดเสมอว่าในโลกนี้มีคนที่ดีกว่าเราอีกมาก

53. จะให้ลูกน้องกล้าตัดสินใจ ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยง
เมื่อเห็นว่าลูกน้องสามารถทำงานได้ ต้องมอบให้เขาทำ ถ้าเขาทำผิดพลาด เราก็ต้องช่วยรับผิดชอบด้วย

54. ปลูกต้นไม้ใหญ่ อย่าเก็บผลไว้กินแต่เพียงผู้เดียว
การทำงาน เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ควรแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่นและส่วนรวมด้วย

55. ความรักเป็นความสุขเหนือทรัพย์สินเงินทอง
คนที่มีความรัก มีจิตใจดี และมองโลกในแง่ดี จะมีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใดๆ
 
56. มองกระจกที่มีปรอท จะไม่เห็นอะไรอื่นนอกจากตัวเอง
คำว่า “ปรอท” ภาษาจีนใช้คำว่า “สุ่ยหยิน” หมายถึง เงินเหลว คนจีนเปรียบคนที่เห็นแก่ตัวไม่เห็นใจผู้อื่น คิดถึงแต่ตนเอง เหมือนคนที่มองแต่กระจกฉาบปรอท ซึ่งไม่มีวันที่จะเห็นสิ่งอื่น นอกจากตนเองเท่านั้น

57. การล่าช้ามิได้หมายความว่าเป็นผู้ล้าหลัง
อย่ารีบร้อนเพราะกลัวว่าจะล้าหลังคู่แข่ง ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ จะได้ไม่ผิดพลาด

58. ชนะใจมิตรและศัตรูได้ คือผู้ชนะที่แท้จริง
ชนะสิ่งใดก็ไม่มีความหมายเท่าชนะใจ ทั้งมิตรและศัตรู

59. กินข้าวอย่างมังกร ทำงานอย่างเสือ
คนจีนมองมังกรเป็นสัตว์ที่สง่างาม ฉะนั้นถ้าจะทำอะไรรวดเร็วก็ต้องเร็วแบบสง่างาม ส่วนเสือนั้นคนจีนมองว่าปราดเปรียวในการล่าเหยื่อ และไม่กินลูกตัวเอง หมายถึงให้ทำงานอย่างคล่องตัว ทำงานเป็นทีม และไม่รังแกพวกเดียวกัน

60. ตักน้ำเต็มได้แค่ภาชนะบรรจุเท่านั้น
ในการดำเนินธุรกิจ ถ้ารู้จักเสียสละแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่นหรือสังคม รวมทั้งจ่ายภาษีให้รัฐได้พัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ ธุรกิจก็จะเจริญรุ่งเรืองขยายกิจการใหญ่ขึ้นได้
อุปมาเหมือนภาชนะที่มีน้ำเต็มแล้ว ตักน้ำออกไปทำประโยชน์ที่อื่นบ้าง ก็จะมีโอกาสจะตักน้ำเติมเข้ามาได้อีก และมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนภาชนะ หรือขยายขนาดภาชนะให้ใหญ่ขึ้นได้
 
61. สะสมลาภ ยศ ความดี เพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า
ถ้าจะให้ชื่อเสียงดี มีเกรียติยศ มีภาพพจน์ดี เป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปในอนาคต ต้องกระทำความดีอย่างสม่ำเสมอ

62. เดินเร็ว ฝีเท้าย่อมไม่สวยและอาจหกล้มได้
จะก้าวให้มั่นคงและกิจการไม่ล้มเหลวต้องรอบคอบเสมอ

63. เกรียติที่สูง ไม่จำเป็นต้องให้ตัวเองอวดอ้าง
ถ้าเราทำตัวเหมาะสมกับคนที่มีเกรียติแล้วไม่อวดอ้าง คนอื่นก็จะมอบเกรียติให้เราเอง

64. การช่วยเหลือผู้อื่น และมองคนในแง่ดี ทำให้เกิดสุขทางใจ
การทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือผู้อื่น มองหรือคิดถึงผู้อื่นในแง่ดี ทำให้จิตใจของตนดีและมีความสุขได้

65. ผู้ที่เป็นผู้นำได้ ต้องผ่านความลำบากมาก่อน
คนที่เคยลำบากมาแล้วย่อมเป็นหัวหน้างานที่สามารถให้กำลังใจกับลูกน้องได้ดี
66. ทำงานมากก็ผิดพลาดมาก ทำน้อยก็ผิดพลาดน้อย
คนเราทำงานก็ต้องมีการผิดพลาดบ้าง คนที่ไม่มีความผิด ก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

67. หากดีแต่พูด ไม่ลงมือทำ ความคิดก็ไม่อาจเป็นจริงได้
เมื่อไม่ลองปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าที่คิดนั้นทำง่ายหรือยาก งานบางอย่างอาจพูดง่ายแต่ทำยาก

68. การทำงาน ต้องมีเป้าหมาย
การทำงานโดยไม่มีเป้าหมาย เหมือนคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต

69. เราพูดด้วยความโมโหเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ในใจของคนอื่นตลอดชีวิต
การพูดโดยใช้อารมณ์ ไม่ใช่สติไตร่ตรองเสียก่อน แม้เพียงครั้งเดียวก็อาจทำลายทั้งตนเอง และมิตรภาพได้ตลอดไป

70. ความใกล้ชิด ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจ และผลของงานที่ดี
การทำงานใกล้ชิดกับลูกน้อง หัวหน้านอกจากมีโอกาสศึกษาผลของงานแล้ว ยังได้ศึกษานิสัยการทำงานของลูกน้องด้วย
 
71. ทำการค้าต้องเดินสายกลาง ยึดหลักมั่นคงไว้ก่อน
ทำการค้าอย่าลงทุนเกินตัว ต้องเก็บส่วนหนึ่งไว้ เป็นความมั่นคงของตนเอง และครอบครัวด้วย

72. ผิดครั้งแรกเป็นครู แต่ผิดซ้ำสองนั้นถือว่าโง่
คนเราทำงานก็ต้องผิดพลาด แต่สิ่งสำคัญต้องจดจำความผิดนั้น นำมวิเคราะห์หาสาเหตุ ถ้าผิดซ้ำซากก็เหมือนคนที่หาบทเรียนจากประสบการณ์ไม่ได้

73. คนจะโง่ หรือ ฉลาด ดูได้จากคำพูด
คำพูดเปรียบเหมือนประตูของจิตใจ คนโง่จะพูดเรื่องที่ขาดหลักคิดและเหตุผล ในขณะที่คนฉลาดจะมีเหตุผลและหลักคิดที่ดี

74. ไม่มีใครเคยตายเพราะงานหนัก
ในการทำงาน ให้ยึดหลักว่าทำเข้าไปเถิดสิ่งที่ว่ายาก เพราะยิ่งทำสิ่งที่ยากมาก หรือหนักมาก ก็ยิ่งรู้มาก

75. ชีวิตการศึกษา ต่างจากชีวิตการทำงาน
ในชีวิตการศึกษา เราจะรับความรู้จากครูบาอาจารย์ คนที่จบการศึกษาใหม่ๆ มักจะยึดติดกับทฤษฏีที่ร่ำเรียนมา เปรียบเสมือนมีศรีษะและความคิดเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีด้านและมุมที่ตายตัว จึงเข้ากับผู้อื่นได้ยาก
แต่ในชีวิตการทำงาน เราต้องหาความรู้จากสิ่งรอบข้างและประสบการณ์ แล้วถ่ายทอดต่อให้ผู้อื่น จึงต้องปรับตัวเข้ากับผู้อื่นให้ได้ เปรียบเหมือนพัฒนาศรีษะและความคิดของตน จากรูปสี่เหลี่ยมให้เป็นทรงกลม ทรงรี และ ทรงแหลมในที่สุด เพราะรูปทรงแหลม สามารถสอดแทรกไปได้ง่าย หมายความว่าคนผู้นั้นมีความสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้
 
76. ตระกูลที่สะสมแต่กรรมดี ย่อมประสบแต่สิ่งสิริมงคล
ชีวิตของคนเราต้องทำแต่สิ่งที่ดีงาม จึงจะเจริญ

77. ความรู้มีอยู่ทุกหนแห่ง อยู่ที่เราจะรับรู้หรือไม่
เราหาความรู้ได้ทุกหนแห่งทุกเวลา อยู่ที่เราจะเก็บเกี่ยวอย่างไรและเมื่อไร บางคนมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวซึมซับความรู้ จากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ อาจมีความรู้มากกว่าคนที่จบจากมหาวิทยาลัยเสียอีก และบางครั้งความรู้ที่ได้จากสถานการณ์จริง และประสบการณ์นั้น สามารถทำมาใช้ในชีวิตได้ดีกว่า

78. หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักชื่นชมลูกน้อง
หัวหน้างานที่ค้นหาจุดเด่นของลูกน้องแล้วชมเชย จะเป็นกำลังใจให้ลูกน้องหมั่นทำความดีต่อไป
แต่หัวหน้างานที่คอยแต่จะค้นหาจุดด้อยมาตำหนิ จะทำให้ลูกน้องหมดกำลังใจ กล่าวได้ว่าเป็นคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของลูกน้อง

79. ร่างกายต้องการอาหารกายฉันใด จิตใจต้องการอาหารใจฉันนั้น
ขณะที่ร่างกายของคนเราต้องการอาหารเพื่อเป็นพลังในการมีชีวิต
จิตใจของคนเราก็ต้องการความรู้และหลักคิดที่ดี เพื่อเป็นพลังในการเป็นคนดี มีจิตใจดีเช่นกัน

80. ปลูกต้นไม้ใหญ่ใช้เวลาร้อยปี สร้างคนใช้เวลาสิบปี
การจะสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แข็งแกร่งมีคุณค่า ต้องใช้ความอดทน ใช้เวลา โดยเฉพาะการสร้างคนหนึ่งคนให้เก่ง ยิ่งต้องใช้ความอดทนและใช้เวลามาก ทั้งตัวผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง เพราะนั่นหมายถึง การสร้างให้คนคนนั้นเพียบพร้อมทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์

81. ทำคุณให้ผู้อื่นต้องลืม ผู้อื่นทำคุณให้ต้องจำ
หากเราเคยทำประโยชน์หรือช่วยเหลือใครไว้ อย่าจดจำหรือคาดหวังการตอบแทน เพราะอาจไม่ได้ดังที่หวัง หรือ เผลอไปทวงบุญคุณให้เขาเสียความรู้สึก แต่ถ้ามีใครช่วยเหลือเราต้องจดจำให้แม่น เพื่อหาโอกาสตอบแทนบุญคุณ

82. คนที่ชอบโยนความผิดให้ผู้อื่น เป็นคนที่ยากจะพัฒนาให้ดีได้
คนบางคนไม่ยอมรับความผิดของตน ชอบหาแพะรับบาป หมกมุ่นกับการหาวิธีโยนความผิดให้ผู้อื่น แทนที่จะใช้เวลาในการพัฒนางานของตน คนประเภทนี้ ยากที่จะพัฒนาได้

83. อยากเจริญก้าวหน้า ต้องทำตัวเหมือนคนกำลังขึ้นเขา
คนเดินขึ้นภูเขา จะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเสมอ เปรียบเสมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะมีแต่คนรัก แต่คนเดินลงจากภูเขาจะเอนตัวไปข้างหลัง เปรียบเสมือนคนเย่อหยิ่งจองหอง ซึ่งไม่มีใครชอบ ดังนั้น ถ้าต้องการให้มีคนรัก และช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้า ควรประพฤติตนเสมือนคนกำลังเดินขึ้นเขา

84. ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา วักน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไป
คนที่เป็นผู้ให้ มักได้รับสิ่งตอบแทนเสมอ อย่างน้อยก็ต้องได้ความรักและความชื่นชมจากผู้อื่น เปรียบเสมือนผลักน้ำออกไปจากตัว น้ำก็ยิ่งจะไหลเข้ามา
แต่คนที่มีแต่ความโลภอยากได้จากผู้อื่น กลับต้องเป็นผู้สูญเสีย ไม่ได้รับแม้แต่ความรักและความศรัทธา เปรียบเสมือนคนที่พยายามวักน้ำเข้าหาตัว น้ำก็จะยิ่งไหลออกไป

85. มีคู่แข่งได้ แต่ต้องไม่มีคู่แค้น
การทำธุรกิจก็เหมือนการเล่นกีฬา ต้องมีคู่แข่ง มีผู้แพ้ผู้ชนะ แต่ต้องไม่มีคู่แค้น เพราะการมีคู่แค้นทำให้ธุรกิจนั้นมัวหมอง ไม่สดใส ไม่มีอนาคต

86. เกิดเป็นคน เงยหน้าต้องไม่อายฟ้า ก้มหน้าต้องไม่อายดิน
คนเราเกิดมาอย่ามุ่งแต่จะหาประโยชน์ใส่ตนจนกลายเป็นคนเอาเปรียบสังคม หรือ เบียดเบียนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

87. คบคนดี ไม่สร้างศัตรู
การคบคนดีก็เหมือนการคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล การยอมกันสักนิดเพื่อไม่ต้องเป็นศัตรูกันจะดี เพราะการมีศัตรูเป็นหนทางสู่ความหายนะ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #143 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2010, 04:21:50 PM »

  คุณจะเลือกทางไหน

มีเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันใกล้รางรถไฟ 2 ราง
รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว

มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่

เมื่อรถไฟแล่นมา คุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ
คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่
แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของเด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?

ลองหยุดคิดสักนิด มีทางเลือกใดที่เราสามารถตัดสินใจได้
คุณต้องทำการตัดสินใจก่อนที่จะอ่านต่อไป

รถไฟไม่สามารถหยุดรอให้คุณไตร่ตรองได้
คนส่วนมากอาจเลือกที่จะเปลี่ยนทางรถไฟ และยอมสละชีวิตของเด็กคนนั้น
ผมคิดว่า คุณก็อาจจะคิดเช่นเดียวกัน

แน่นอน ตอนแรกผมก็คิดเช่นนี้เพราะการช่วยชีวิตเด็กส่วนมาก
ด้วยการเสียสละชีวิตเด็กหนึ่งคนนั้นดูสมเหตุผลทั้งทางศีลธรรมและความรู้สึก
แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กที่เลือกเล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ที่จริงเขาได้ตัดสินใจถูกต้อง ที่จะเล่นในสถานที่ๆปลอดภัยแล้วต่างหาก
แต่ทว่า เขากลับต้องเสียสละชีวิตให้กับเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ และเลือกที่จะเล่นในที่อันตราย
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน

ในสถานที่ทำงาน ย่านชุมชน การเมืองโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย
คนกลุ่มน้อยมักจะถูกเสียสละให้กับผลประโยชน์ของคนหมู่มาก
แม้ว่าคนกลุ่มน้อยจะฉลาด มองการณ์ไกล และคนหมู่มากจะโง่เง่า ไม่ใส่ใจก็ตาม
เด็กคนที่เลือกที่จะไม่เล่นบนรางที่อยู่ในการใช้งานตามเพื่อนๆของเขา
และคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้หากเขาต้องสละชีวิตก็ตาม

เพื่อนที่ส่งต่อเรื่องนี้มาบอกว่า เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนเส้นทางรถไฟ
เพราะเขาเชื่อว่าเด็กที่เล่นอยู่บนรางที่อยู่ในการใช้งานย่อมรู้ดีว่า รางนั้นยังอยู่ในระหว่างการ
ใช้งาน
และพวกเขาควรจะหลบออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ
ถ้าทางรถไฟถูกเปลี่ยน เด็กหนึ่งคนนั้นต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะเขาไม่เคยคิดว่ารถไฟจะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนั้น
นอกจากนั้น รางที่ไม่ได้ถูกใช้งานอาจเป็นเพราะรางนั้นไม่ปลอดภัย
ถ้ารถไฟถูกเปลี่ยนเส้นทางมาที่รางนี้ เราทำให้ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
ในขณะที่คุณพยายามช่วยชีวิตเด็กจำนวนหนึ่งโดยการสละชีวิตเด็กหนึ่งคน
อาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตผู้คนนับร้อยก็เป็นได้

เรารู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก บางครั้งเราอาจลืมไปว่า
การตัดสินใจอันรวดเร็วใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป


 
สิ่งที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่นิยมปฎิบัติ และสิ่งที่เป็นที่นิยม ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ทุกๆ คนสามารถทำสิ่งผิดพลาดได้ และนั่นคือเหตุผลที่เขาใส่ยางลบไว้ที่ปลายของดินสอ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #144 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 01:33:56 PM »

นิทานดีดีเรื่อง แว่นตาสีเขียว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์และมักจะปวดศีรษะ
อยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงาม แก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้  มีหลายๆ คน รวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาและเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้   แต่ไม่มีใคร สามารถทำให้เขาดีขึ้นได้

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี    เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรค
ประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า

"โธ่เอ๊ย! วิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว    นั่นก็คือเจ้าจะต้อง
มองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา  แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"
เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก

วันรุ่งขึ้น ท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคนมาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด

นอกจากนี้ ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใด ก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา ตามคำแนะนำของฤาษี

อาการปวดศีรษะของเขา ก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น

สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง  แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
 
"หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"   ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า

"ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย  เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตา
สีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่ง รอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
"หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว  เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคน
หรือทุกอย่าง   เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน  แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่ง
รอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน"
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #145 เมื่อ: กันยายน 07, 2010, 12:53:49 PM »

  คู่มือการใช้รถ   ...คิดว่าหลายท่านคงพบปัญหาเดียวกันกับในการใช้ 
                       
                  "  เมีย ....ออโตเมติก  "


เพื่อทะนุถนอมอายุการใช้งาน   เมียของท่านให้ยืนยาว

และเป็นการรักษาอายุของท่านเองด้วย เราขอแนะนำ


         ............ข้อปฏิบัติ หลัก  10  ประการ.........

เพื่อใช้  และบำรุงรักษา  "เมีย...ออโตเมติก"  ดังต่อไปนี้


1. เมื่อเริ่มจะใช้งานเมียนั้น ควรอุ่นเครื่องก่อนทุกครั้ง
เพราะการใช้งานทันทีทันใด ในขณะที่น้ำมันเครื่องยังไม่ได้หล่อลื่น   ไปทั่วห้องเครื่องนั้น
.........อาจทำให้ลูกสูบติด   หัก   หรือ    งอ     ได้............



2. ในตอนออกสตาร์ทใหม่ ๆ อย่าเร่งเครื่องทันที เพราะการเร่งเครื่องทันทีนั้น
อาจทำให้  ผู้ขับเกิดอาการอ่อนเพลีย   ขับได้ไม่นาน   อาการตอบสนองของเครื่องจะไม่ดี   เครื่องกระตุก   
นอกจากนั้น เครื่องอาจหงุดหงิด     เกิดอาการสำลักน้ำมันได้ง่าย   และการเดินทางจะไม่ถึงที่หมาย



3. ในขณะติดไฟแดง    นั้น ไม่ควรใช้งาน   แม้ในทางทฤษฎีแล้ว ...
เครื่องบางเครื่อง   อาจเป็นช่วงเหมาะสม ที่จะนำไปใช้งาน
แต่ในสภาพความเป็นจริง แล้ว !!
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า .....
ไม่ควรใช้งาน เนื่องจากเครื่องอาจเกิดปัญหา ผุกร่อน      คราบเขม่า    น้ำมันจารบี   อีกทั้งยัง
อาจผลเสียต่อสุขภาพของผู้ขับขี่   และเครื่องยนต์  ( เมีย )  ได้เช่นกัน
ในจังหวะไฟเขียว ก็ควรจะดูรอบเครื่องและอุณหภูมิด้วย   อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า  ใช้ไม่บันยะบันยัง
อาจเกิดปัญหาอื่นตามมาได้
!!  โดยเฉพาะในกรณีท่านที่ชอบ  ...  ขับรถสปอร์ต   ชอบ ยืมเขามาขับ   
หรือ  ลักลอบเอาของคนอื่นมาขับ
.....ยิ่งอันตรายมาก  สำหรับผู้ขับที่ยังไม่ได้มีรถส่วนตัวอย่างแท้จริง
ส่วนท่านที่ใช้รถครอบครัว    กรณีนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด      ตกลงกันได้  ...เสมอ

4. สำหรับรถและเครื่องที่มีอายุการใช้งานมานาน การขับขี่อาจนุ่มนวล .......
แต่ก็จะรู้สึกว่าการตอบสนองไม่เร้าใจ   เนื่องจากใช้เป็นประจำมานานเกิดความคุ้น   เคยชิน
ผู ้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ท่านอาจเปลี่ยนแปลงวิธีขับ เช่น ....
รู้จักเข้าโค้งอย่างนุ่มนวล หรือในทางตรงกันข้าม เข้าโค้งรุนแรง ขับถอยหลัง   ขับออกด้าน
ข้าง   ขับขึ้นเขา   ขับลงเขา   ขับๆ    หยุด ๆ   
ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ขับเกิดความตื่นเต้น    และ    เครื่องยนต์ก็จะตอบสนองดีขึ้น
หากท่านใช้วิธีขับแบบเดิม     ทื่อๆ    ซ้ำซาก    จำเจ      ไม่มีความเร้าใจ
เครื่องและรถ      ก็อาจอยากได้คนขับใหม่    ด้วยเช่นกัน    ...... 
!!   อย่าได้คิดว่าเปลี่ยนรถจะง่ายกว่าฝ่ายเดียวนะ !!

5. สำหรับมือใหม่หัดขับ  นั้น หากท่านได้รถที่ยังไม่พ้น    "  รัน - อิน  "  ยิ่งควรทะนุถนอม .....
เพราะการขับอย่างรุนแรงตะกรุมตะกรามนั้น อาจทำให้เครื่องยนต์เกิดความ  ......เข็ด.....
และไม่ให้ความร่วมมือในการเดินทางครั้งต่อไป
เนื่องจากอาจเกิดภาวะความเสียหายของห้องเครื่องได้ง่าย ควรค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง จึงควรเปลี่ยนแปลงวิธีการขับ เป็นขับโลดโผน 
เสี่ยงตาย    ขับควงสว่าน   ขับลงน้ำ   ขับกลางสายฝน    ขับหงายท้อง &nb sp; ..... 
ก็แล้วแต่จะดัดแปลง         ......     หาท่าขับใหม่ๆมาใช้กับรถ



6. สำหรับผู้ใช้รถเก่า เมื่ออายุการใช้งานนานพอสมควร     หรือ   อายุเครื่อง  ถึง   สามสิบปี 
ควรนำเข้าศูนย์เช็คช่วงล่าง และกันชนหน้าเสมอ ... ...
เพราะอาจเกิดสภาวะการผุกร่อน   หรือ   การเปลี่ยนแปลงทางเคมี    ขอให้นำเข้าตรวจสภาพ
เป็นประจำ เพื่อยืดอายุการใช้งาน
รักรถ ต้องหมั่นตรวจ   โปรดจำไว้......
ส่วนการจะนำไป    โอเว่อร์ฮอล    หรือไม่นั้น    แล้วแต่จะตกลงกัน   
ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า  .....   เรื่องนี้สำคัญที่ใจ และฝีมือคนขับด้วย 
ไม่ใช่โทษแต่เครื่องยนต์อย่างเดียว



7. ระหว่างการขับขี่   ไม่ว่ารถมีอายุการใช้งานอย่างใด      ข้อควรระวัง     ก็คือ .........
ห้ามบ่นอย่างเด็ดขาด   ว่า เครื่องไม่ฟิตเหมือนเดิม    หรือว่ากำลัง   แรงม้า   ลดลง 
ขับไม่ตื่นเต้น      หรือชมว่า     คันนู้น   คันนี้     น่านั่งน่าขับ           เพราะ.....
อาจเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้    หรือ    อย่างเบาะ ๆ  อาจเสียทรัพย์สิน
อุบัติเหตุในเรื่องดังกล่าว    มีอัตรา   ชายไทย   เสียชีวิตสูงมาก    สังเกตุได้     & nbsp;
จากหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน



8. เทคนิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขับขี่  :  การใช้งานอย่างราบรื่นนั้น
อาจต้องหมั่นเปลี่ยนบรรยากาศการขับ   เปลี่ยนสถานที่ขับขี่   
< SPAN style="FONT-SIZE: medium">(   อย่าเปลี่ยนคัน .....อันตรายมาก                !!   เตือนแล้วน้า  !!)
สำหรับท่านที่ใช้รถครอบครัว ..... ให้ดูแลรักษา      ลูกเต้า 
( ลูกเด็กเล็กแดงที่ที่อยู่ข้างๆ    )   
ให้หลับเป็นที่เป็นทางให้เรียบร้อย    เพราะการขับขี่   อาจหยุดชะงักลงได้   
เนื่องจากเจอปัญหา    เด็กข้ามตัดหน้า    เด็กเปิดประตูระหว่างขับ   ไม่ข้ามทางม้าลาย    จนต้องอุทาน          "   ลูกใครหว่า    ?  "
อ้อ..... .ไม่ควรสูบบุหรี่ก่อน หรือ  ระหว่างขับ    เนื่องจากกลิ่นบุหรี่จะทำให้รถเกิดความสกปรก   
เครื่องยนต์ตอบสนองไม่ดี
แปรงฟันเสียด้วย    หากกินข้าวกินปลาเสร็จใหม่ๆ    พักสักแป๊บก็ดี    เดี๋ยวจุกแย่
ผู้ขับมือใหม่    หากตื่นเต้น    ระหว่างขับ    ให้ชลอความเร็ว   ลดรอบเครื่องยนต์   
คิดเรื่องอื่น ๆ    สูดหายใจยาว ๆ 
จะทำให้เกิดการผ่อนคลาย   และเดินทางได้นานขึ้น


9. ความรู้ทางด้านช่างเ บื้องต้น :  ระวังรักษา    ท่อไอดี      ท่อไอเสีย   และ   ท่อเติมน้ำมัน 
ให้ทำงานดีเสมอ
การใช้งานอย่างสับสน ผิดท่อผิดทางนั้น   อาจเกิดความตื่นเต้นในการขับขี่เป็นครั้งคราว
แต่ทั้งนี้ ..... อาจเกิดผลเสียแก่เครื่องยนต์ในระยะยาว   รักษาความสะอาด   ทั้งหัวจ่ายน้ำมัน     
และท่อต่าง ๆ    ให้อยู่ในสภาพพร้อม ใช้งาน     หมั่นตรวจเครื่องยนต์และอื่น ๆ
ชื่นชมได้   แต่ห้ามติ   โดยเฉพาะ ....   
กันชนเล็กไป    นุ่มไป   เหลวไป    หย่อนไป    เครื่องหลวม    เครื่องสั่น     ไม่ฟิต    เร่งไม่แรง   
แซงไม่พ้น ....
โปรดพึง   สังวร   !!   ว่า   เกิดจากการใช้ง านอย่างไม่ถูกวิธีของท่าน    หาใช่     เกิดจากผู้ผลิต


10. ความปลอดภัย   และ   วินัยจราจร   :      "  เมาไม่ขับ  "
เนื่องจาก หากเมามากเกินไป    แม้มีความเชื่อว่า    จะทำให้ขับได้นาน    ทรหดก็ตาม   แต่ก็จะ
สูญเสียทัศนวิศัย
และความสามารถในการตอบสนองอื่น ๆ    อาจเกิดการผิดที่ผิดทาง     ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย   
หรือ   ขับผิดคัน
ล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความเสี่ยง   ต่อชีวิตทั้งสิ้น   



**  หมายเหตุ &nb sp;  :   เทคนิคการขับเพิ่มเติม
สำหรับท่านที่ได้จ่ายเงินดาวน์มาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว    ได้จัดพิธีฉลองต่าง ๆ ในการได้
รถมาใช้หลายปี     และ     ได้จ่ายเงินสดแก่ผู้ผลิตครบแล้วก็ตาม
หากยังมีข้อสงสัยว่า  .... 
ทำไมเงินผ่อนต่องวดของท่าน    ยังคงไม่หมด < BR>และดูเหมือนจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ นั้น     อย่าได้สงสัยเลย     
ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเถิด     อย่าคิดมาก ......          !!    มันเป็นกรรมของสัตว์โลก  !! 
ให้คิดเสียว่า    ได้รถคู่ใจ    ขับขี่รู้ใจ    คล่องแคล่ว    เบื่อบ้าง    เซ็งบ้าง 
ก็ให้คิดความดีหนหลัง
ตอนที่เห็นรถคันนี้ในโชว์รูมใหม่ๆ      จำความตื่นเต้น     ในครั้งนั้นไว้   
...คิดถึงตอนที่ได้มาเป็นเจ้าของใหม่ๆ  ...
                         
                    ;                    +++++      และ    +++++

!!  โปรดจำไว้  !!   
ถึงในสมัยปัจจุบันทุกวันนี้     มีโปรโมชั่น     ทดลองขับ   
ในรถรุ่นใหม่ๆ ก็ตาม        อย่าเผลอตัวไป   
                                          ....อันตราย.....     

       & nbsp;  "   คันเก่าเอาตาย   เราเตือนท่านแล้ว  "



หวังว่าท่านจะได้ใช้ความรู้ เพื่อความปลอดภัย
ในการเดินทางอย่างตลอดรอดฝั่ง 
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #146 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:57:53 AM »

ขืนทำจะช้ำใจ  คำสอนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #147 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:58:17 AM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #148 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:58:34 AM »

.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #149 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 09:58:56 AM »

.
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 8 9 [10] 11 12 ... 14
พิมพ์
 
กระโดดไป: