thai TH us EN
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 14
ผู้เขียน หัวข้อ: คลายเครียดได้ความรู้  (อ่าน 11890 ครั้ง)
pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #45 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 01:13:45 PM »

  ผู้ชาย......ที่ไม่กินเหล้า
ชายคนหนึ่งเดินออกจากผับ มีขอทานคนหนึ่งหน้าตามอมแมม
ตามตัวสกปรกนั่งอยู่ข้างทาง
' พี่ขอเงินสัก 20 ซิ   ผมยังไม่กินข้าวเลย  ' ขอทานเอ่ยปาก '
ชายหนึ่งหยุดกึ่ก........ แล้วบอกว่า
' เอาอย่างนี้ ไปกินเหล้ากับพี่ พี่เลี้ยงเอง '
ขอทานบอก  ' ไม่เป็นไรครับพี่ ผมไม่กินเหล้า '
ชายหนุ่มเลยบอก  ' นั้นไปเล่นม้ากับพี่ไหม พี่ออกทุนให้ '
ขอทานก็ยังปฎิเสธ  ' ผมไม่เล่นการพนันครับ '
ชายคนนี้เลยถามต่อ  ' เอาอย่างนี้  นั้นพี่พาไปลงอ่างดีกว่า '
ขอทานก็ตอบอีกว่า  ' ผมไม่เที่ยวผู้หญิงด้วยครับ '
ชายหนุ่มเลยยิ้มนิดๆๆ  เหมือนถูกใจ  แล้วถามว่า 
' เมื่อกี้น้องขอตังค์ พี่เท่าไรนะ'
ขอทานบอก :  20 ครับพี่
ชายหนุ่มเลยก้มหน้าไปกระซิบว่า :  เอางี้แล้วกันพี่ให้น้อง 200 เลย
ไปที่บ้านกับพี่หน่อยเด้อ !!!
ขอทานทำหน้า งงงง : ทำไมเหรอครับ พี่
ชายหนุ่มควักตังค์ แล้วพูดว่า : ไปให้เมียพี่มันดู หน่อยว่ะ ว่าคนที่ไม่กินเหล้า
ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิงนะ  สภาพมันเป็นอย่างไร.
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #46 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 01:22:04 PM »

  คอร์สลดน้ำหนัก

ชายคนหนึ่งโทรศัพท์ไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง พร้อมสั่งซื้อคอร์สลดน้ำหนัก 10 ปอนด์ ภายใน 5 วัน
วันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตู เมื่อเขาไปเปิดก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบสาวเอ๊าะๆ วัย 19 ปี
หุ่นแบบนักกีฬา ไม่นุ่งอะไรเลย นอกจากใส่รองเท้าวิ่งของไนกี้ 1 คู่ และมีป้ายแขวนไว้ที่คอ   
สาวน้อยแนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทลดน้ำหนัก  ส่วนป้ายนั้นมีข้อความว่า "ถ้าพี่จับหนูได้ หนูก็เป็นของพี่นะคะ" เขาออกวิ่งตามสาวน้อยแบบไม่หยุดคิดแม้สักนาทีเดียว แต่หลังจากเขาวิ่งไปได้ไม่กี่กิโลเมตร ก็หอบแฮกๆและยอมแพ้
 
อีก 4 วันต่อมา สาวน้อยคนเดิมก็มาเคาะประตูแล้วท้าทายเขาอีก
ล่วงเข้าวันที่ 5 เขาขึ้นชั่งน้ำหนักและดีใจสุดแสนเมื่อพบว่าน้ำหนักลดไป 10 ปอนด์ ตามที่บริษัทอวดอ้างสรรพคุณไว้จริงๆ

เขาจึงยกหูโทรศัพท์สั่งคอร์สลดน้ำหนัก 20 ปอนด์ ภายใน 5 วัน
วันรุ่งขึ้นเมื่อมีเสียงเคาะประตู เขาก็ไปเปิดให้ และต้องตะลึงพรึงเพริด เมื่อพบสาวสวยที่สุดเท่าที่เคยพบ หล่อนไม่สวมอะไรเลยนอกจากรองเท้าวิ่งรีบ็อก และมีป้ายห้อยที่คอว่า "ถ้าพี่จับหนูได้ หนูก็เป็นของพี่"  แน่นอนว่าพอเธออกวิ่ง เขาก็กระโจนพรวดตามไปทันที
สาวสวยคนนี้เชพดีอย่าบอกใคร ดังนั้นเขาจึงวิ่งไล่กวดสุดชีวิต แต่ไม่ทันเธอเลย
สถานการณ์เหมือนอย่างนี้อยู่ 4 วัน ขณะที่เขามีรูปร่างดีขึ้นเรื่อยๆ จนนึกกระหยิ่มใจ
เมื่อชั่งน้ำหนักในวันที่ 5 และพบว่าน้ำหนักตัวหายไป 20 ปอนด์ อย่างที่บริษัทสัญญาไว้จริงๆ
 
คราวนี้เขาตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน แล้วยกหูโทรศัพท์หมุนไปหาบริษัท เพื่อสั่งคอร์สลดน้ำหนัก 50 ปอนด์ ภายใน 7 วัน พนักงานถามย้ำว่า "แน่ใจหรือคะ นี่เป็นคอร์สเข้มข้นของเราเลยนะคะ"
"แน่นอนผมไม่ได้รู้สึกดีๆอย่างนี้มาหลายปีแล้ว" เขาตอบ
วันรุ่งขึ้นเมื่อมีเสียงคนมาเคาะประตู และเมื่อเขาเปิดประตูก็พบชายกล้ามโต ไม่สวมอาภรณ์สิ่งใด นอกจากรองเท้าวิ่งสีชมพู และมีป้ายห้อยที่คอว่า
"ถ้าอะฮั้นจับพี่ได้ พี่เสร็จอะฮั้น !!!"
 
อาทิตย์นั้นน้ำหนักของเขาลดไป 63 ปอนด์
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #47 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2010, 02:38:42 PM »

  วิธีรับมือกับนิสัยขี้กังวล

ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วงนั้นเกิดจากเจ้า "ความกังวล" เป็นเหตุหลัก

กังวลว่าจะนั่นจะนี่ ไปซ้ายก็ไม่กล้า ไปขวาก็ไม่เอา จะเดินหน้าก็กลัว จะถอยหลังก็ไม่ได้ ทางออกก็มองไม่เห็น สรุปแล้วก็เลยทำอะไรไม่ได้ซะที แล้วจะทำอย่างไรดี

สำหรับเรื่องนี้ สถาบันเดล คาร์เนกี ประเทศไทย เขามีวิธีรับมือ

 1.อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า อย่าตื่นตกใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าจินตนาการมาก เลิกฟุ้งซ่านกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หันมาพิจารณาสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยการคิดว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นถ้าเลวร้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร แล้วเตรียมใจที่จะรับกับสิ่งเลวร้าย พร้อมกับหาหนทางรับมือหากเกิดปัญหานั้นจริง ๆ และทางที่ดีที่สุด    คือทำตัวให้คุ้นเคยกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้เสมอ

 2.วิเคราะห์เหตุของความกังวล ลองลิสต์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วให้น้ำหนักในแต่ละข้อ จากนั้นลองตอบคำถามเหล่านั้นว่า ปัญหาคืออะไร อะไรคือสาเหตุของปัญหา แล้วหาแนวทางแก้ปัญหาที่     เป็นไปได้ และแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 3.อย่าให้เรื่องในอดีตมาเป็นตัวถ่วงความสุข ถ้าเคยกลับไปหวนคิดและอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขปัญหา นี่แหละคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า เจ้าความกังวลกำลังก่อกวนคุณอยู่ เลิกคร่ำครวญกับสิ่งที่ผ่านมา เพราะอดีต     ไม่สามารถแก้ไขได้ ควรมองไปข้างหน้า   มองเป้าหมายชีวิตให้ชัด ๆ ดีกว่ามานั่งเสียดายกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพราะสิ่งที่ตัดสินใจหรือเลือกแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 4.แชร์สิ่งที่กังวลกับคนใกล้ชิด บางครั้งการได้ระบายสิ่งที่กังวลในใจจะช่วยให้คลายความกังวลไปได้ ยิ่งถ้าได้ผู้รับฟังและให้คำแนะนำที่ดีด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นตัวเสริมกำลังใจ ได้ดียิ่งขึ้น

 5.คลายความกังวลผ่านกิจกรรม ไม่ว่าอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ช่วยให้รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับมัน หรืออาจจะใช้การสวดมนต์เข้าช่วย ก็เป็นอีกวิธีที่ปลดความกังวลได้อย่างปลิดทิ้ง

 6.สร้างอุปนิสัยที่ดีในการทำงานด้วยการปลุก ความกระตือรือร้น รู้จักจัดลำดับความสำคัญ เมื่อมีปัญหาต้องรีบแก้ไข จัดเก็บโต๊ะเคลียร์เอกสาร ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ กล้าที่จะมอบหมายงานและควบคุมให้เป็นตามเป้าหมาย

 นอกจาก 6 ข้อแนะนำแล้ว อย่าลืมที่จะดูแลตัวเองทั้งสุขภาพภายในและภาพลักษณ์ภายนอก รู้จักปล่อยวางและนอนหลับให้ เพียงพอ

เพียงแค่นี้ความกังวลก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว

.........................

หมายเหตุของข้าพเจ้าเอง

ในทางพุทธ มีคำสอนว่า "คนเรานั้น คิดได้ แต่ อย่ากังวล"
ดังนั้นเราจะต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง ความคิด กับ ความกังวล
ความคิดนั้นนำมาซึ่งสติปัญญา เราใช้ปัญญาเพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อมองเห็นทางแล้วก็เดินหน้าเข้าแก้ปัญหานั้นตามวิธีที่เห็นว่าควรทำและต้องทำ
แต่ความกังวลนำมาซึ่งความกลัว เมื่อความกลัวเข้ามาเกาะกุมหัวใจเราเสียแล้ว เราก็จะมีแต่ความกังวลและท้อแท้
หลักการก็มีเพียงง่ายๆ เท่านี้
ดูก่อน...ท่านทั้งหลาย ถามตัวเองก่อนว่าสามารถแยกแยะ ความคิด กับ ความกังวล ออกจากกันได้หรือยัง?
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #48 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 03:18:15 PM »

  นักเรียนกับครู คู่พอๆกัน(ดับเบิ้ลฮา)

ครูหนุ่มหน้าใสวัยยี่สิบกว่าๆท่าทางกระตุ้งกระติ้ง(ผิดธรรมชาติ)กำลังอาละวาดหน้าชั้นเรียน ป.๔
สาเหตุเพราะเด็กชายจุกผู้เป็นที่โหล่ของชั้นเรียนไม่ทำการบ้านมาส่ง
"เด็กชายจุก เธอรู้ใช่ไหมว่าถ้าไม่ส่งการบ้านจะต้องถูกลงโทษ เพราะฉะนั้น ครูจำเป็นจะต้องทำโทษเธอ" ครูหนุ่มจีบปากจีบคอขึงขัง
ด.ช.จุก "อย่าเชียวนะครู! เมื่อคืนพ่อผมพูดว่า..ถ้าคะแนนของผมไม่ดีขึ้นจะต้องมีใครสักคนที่โดนฟาดก้น" (ฮา)
........................
ครูหนุ่มชะงักนิ่งอึ้งไปสักพักหนึ่งก่อนพูดว่า "พาครูไปรู้จักกับพ่อเธอหน่อยนะจุกจ๋า" (ฮา) 
 
 
 
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #49 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 03:37:00 PM »

 พ่อวัวพันธุ์ดี
 
  เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา นายวิชิต หีบนอก (นามสกุลมีแค่ 2 พยางค์)  ว่างเว้นจากการเล่นกอล์ฟ เนื่องจากเพื่อนร่วมก๊วนเดินทางไปต่างประเทศกันหมด นายวิชิต จึงพาภรรยาไปดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตร และงานเลี้ยงสัตว์คล้ายๆ งานเกษตรแฟร์ของเรานี่แหละ  ในงานนี้ ได้มีการแนะนำพ่อพันธุ์วัวชั้นดี เพื่อชักจูงให้เกษตรกร
นำไปขยายพันธุ์

  ขณะแวะชมที่ซุ้มแรก เป็นพ่อพันธุ์วัวชั้นดี จากบราซิล  ขณะที่ยืนอ่านข้อมูลของพ่อพันธุ์วัว อยู่พร้อมกัน  ภรรยาของนายวิชิต ได้ใช้ศอกกระทุ้ง ที่สีข้างนายวิชิต เบาๆ
เพื่อให้อ่านข้อความว่า
“ พ่อวัวตัวนี้ ผสมพันธุ์ได้ 52  ครั้งต่อปี ”      ภรรยา  พูดเสริมขึ้นเบาๆ  ตั้งใจให้นายวิชิต ได้ยิน “ สัปดาห์ละครั้งนะพ่อ ”

   ผ่านจากซุ้มที่ 1  เข้าซุ้มที่ 2   เป็นพ่อวัว จากสเปน    มีคำบรรยายสรรพคุณว่า  
พ่อวัวจากสเปนนี้ สามารถผสมพันธุ์ได้  100  ครั้งต่อปี    ภรรยานายวิชิต พูดเสริมขึ้นทันที  “ แม่เจ้าโว้ย สัปดาห์ละ 2  ครั้ง”      นายวิชิต รับฟังด้วยท่าทีเงียบเฉย    
แต่แฝงไปด้วยอาการหงุดหงิด

   เดินถัดมาอีกนิด  เข้าซุ้มที่ 3   เป็นพ่อพันธุ์วัว จากเดนมาร์ค   มีคำบรรยายสรรพคุณว่า  พ่อพันธุ์ตัวนี้  ผสมพันธุ์ได้ ปีละ 365 ครั้ง     ภรรยา กระทุ้งสีข้างนายวิชิต พร้อมพูดว่า
   ภรรยา :  “วันละครั้ง เชียวนะพ่อ    พ่อน่าจะไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม จากเจ้า
                  หน้าที่ว่า เขามีวิธีการอย่างไร  จึงสามารถทำได้อย่างนี้ ”
   นายวิชิต แสดงอาการหงุดหงิด พร้อมกับจูงมือภรรยา มุ่งตรงไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์  พลางพูดว่า
   “ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน  ว่ามันผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์แก่ๆ ตัวเดิม ตลอดทั้งปีหรือเปล่า ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 03:41:01 PM โดย pinit » บันทึกการเข้า

tusanee
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #50 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 04:59:12 PM »

3 เรื่องคลายสมอง

1.วิธีประหยัด
เรื่องของคุณลุงคนนึง แกทำงานอยู่ กทม. ใกล้จะเกษียณแล้วล่ะ วันหนึ่งก็มารอ
รถเมล์จะกลับบ้าน รออยู่คันแล้วคันเล่ารถก็ดูเต็มทุกคัน แกรออยู่ตั้งนาน เวลาก็ค่ำลงๆ ก็มีอยู่คันหนึ่ง ทำท่าว่าจะจอดรับ แต่ก็ไม่จอด แต่ลุงแกนึกว่าจะจอดก็ค่อยๆ วิ่งไล่ตามแกวิ่งไล่ตามไปเรื่อยๆ เผลอไปสักพักใหญ่ ....เฮ้ย .....ถึงบ้านแล้วนี่หว่า แกดีใจ เออดี .....ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์ 8 บาท แกดีใจ ใหญ่เลย กลับไปเล่าให้เมียฟัง
ลุง : นี่เธอจ๋า...วันนี้พี่วิ่งไล่ตามรถเมล์มานะ ถึงบ้านพอดี ตังค์ก็ไม่ต้องเสียตั้ง
       8 บาทล่ะ
เมีย : (พอได้ยินแทนที่จะดีใจไปด้วยกลับด่าส่ง)... ไอ้แก่จะตายแล้วยังจะโง่อีก
ลุง : อ้าวมาด่าชั้นทำไมล่ะ
เมีย : นี่ถ้าแกวิ่งตามแท็กซี่ แกรู้มั้ย ประหยัดได้อีกตั้งเท่าไหร่


2.วิธีแก้ปัญหา
สามี: เธอพกรูปฉันไว้ในกระเป๋าเสมอ ทำไมหรอ
ภรรยา: อ๋อ ก็ถ้ามีปัญหาอะไร ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน ฉันก็จะดูรูปเธอ
          แล้วปัญหา ก็หายไปเลย
สามี: เห็นมั้ย ว่าฉันเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเธอขนาดไหน
ภรรยา: ใช่ ฉันมองภาพเธอแล้วก็พูดกับตัวเองว่า “ปัญหาอะไรจะมาหนักหนา
          กว่านี้อีกนะ”


3.เสียสละให้ผู้หญิงนั่ง
ลูกชาย: แม่ครับ ตอนที่อยู่กับพ่อบนรถเมล์เมื่อเช้านี้ พ่อบอกให้ผมสละที่นั่ง
           ให้ผู้หญิงสาวคนหนึ่งครับ
แม่: ดีจ้ะลูก ลูกทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
ลูกชาย: แต่แม่ครับ ผมนั่งอยู่บนตักพ่อนะ
แม่ : ฮืม?


บันทึกการเข้า

tusanee
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #51 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2010, 05:03:08 PM »

อย่านึกว่าโง่ (ฌองโปลผู้ยิ่งใหญ่)

นี่เป็นเรื่องของนักสืบ ฌองโปลผู้ยิ่งใหญ่

ซึ่งได้ใช้ความสามารถสืบจับนักโทษแหกคุกนายหนึ่งได้ที่กลางถนนกรุงวอร์ซอ

ขณะฌองโปลตั้งท่าจะใส่กุญแจมือนักโทษผู้นั้น

ก็เผอิญมีลมพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาหมวกของยอดนักสืบลอยไป

"ให้ผมไปเก็บให้เอามั๊ย" นักโทษนายนั้นเสนอขึ้น

"แกนึกว่าชั้นจะโง่ปล่อยแกไปงั้นรึ" ฌองโปลกล่าวเยาะหยัน

"ยืนคอยอยู่ตรงนี้แหละ ฉันจะเป็นคนไปหยิบเอง"


บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #52 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 11:00:17 AM »

  แกะดำ
เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในกาฬทวีป
เมื่อหญิงสาวนางหนึ่งในหมู่บ้านให้กำเนิดบุตรชายที่มีผิวขาวผ่องนวลป่องไปทั้งตัว
มันเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อคนทั้งหมู่บ้านและทั้งเผ่าล้วนเป็นพันธ์ผิวดำกันทั้งนั้น
หัวหน้าเผ่าให้นึกแปลกใจยิ่งนัก จึ่งเรียกผู้อาวุโสในเผ่ามาปรึกษาหารือ
ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดว่า "ไม่เห็นจะแปลกอะไร ทำไมไม่ลองเรียกไอ้หนุ่มมิชชั่นนารีผิวขาวที่เข้ามาป้วนเปี้ยนสอนศาสนาในหมู่บ้านเรามาถามดู"
หัวหน้าเผ่าแย้งว่า "เป็นไปไม่ได้ เขาเป็นบุตรแห่งพระเจ้า เขาไม่มีทางทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงอย่างนั้นแน่นอน"
แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายในเผ่าก็ยังยืนยันที่จะให้เรียกมิชชั่นนารีผิวขาวมาไถ่ถามให้หายข้องใจ
หัวหน้าเผ่ารู้สึกอึดอัดไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็บอกกับคนอื่นๆไปว่า "เอาล่ะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะเรียกไอ้หนุ่มมิชชั่นนารีนั่นมาถามไถ่ไล่เบี้ยกันตัวต่อตัว"
วันรุ่งขึ้นหัวหน้าเผ่าเรียกหนุ่มมิชชันนารีเข้าพบตามลำพัง
หัวหน้าเผ่า "บอกมาซะดีๆ ว่าแกไปทำอะไรมา สาวคนนั้นถึงได้คลอดลูกออกมาเป็นเด็กผิวขาวเหมือนแก"
มิชชันนารีหนุ่ม "เป็นเรื่องบังเอิญและเข้าใจผิดแน่ๆเลย ข้าเปล่าทำ..ท่านลองดูฝูงแกะของท่านเองซิ เห็นไหมว่าแม้แต่ฝูงแกะของท่านเองก็ยังมีแกะดำหนึ่งตัวอยู่ในฝูงแกะขาวเป็นร้อยๆตัว"
หัวหน้าเผ่า "เอางี้แล้วกัน..ถ้าแกไม่พูดเรื่องแกะดำตัวนั้นอีก ฉันก็จะไม่พูดเรื่องเด็กขาวคนนั้นอีก !"
บันทึกการเข้า

Hiyatae
Newbie
*
กระทู้: 32


« ตอบ #53 เมื่อ: มีนาคม 01, 2010, 11:55:16 AM »

แอบดู....!!

ซินดี้ไปโรงเรียนวันแรก เด็กชายคนหนึ่งบอกจะให้เงินเธอ 5 เหรียญ ถ้าเธอปีนเสาธงให้เขาดู ซินดี้ตกลง ซินดี้กลับไปเล่าให้แม่ฟัง "อย่าไปทำอย่างนันอีกนะซินดี้ เจ้าเด็กนั่นมันหลอกดูกางเกงใน" แม่บอก
วันรุ่งขึ้น เด็กชายมาบอกให้ซินดี้ปีนเสาธงอีกโดยเพิ่มเงินให้เป็น 10 เหรียญ ซินดี้ตกลง แล้วก็กลับไปเล่าให้แม่ฟัง "บอกแล้วไงว่าเจ้าเด็กนั่นมันหลอกดูกางเกงใน วันหลังอย่าทำอีกนะ" แม่ดุ ซินดี้รู้สึกตัวว่าโดนหลอกอีกแล้ว วันต่อมาเมื่อซินดี้ไปโรงเรียน เด็กชายคนเดิมพยายามชวนให้ซินดี้ปีนเสาธง แต่ซินดี้ไม่ยอมเพราะเธอจำคำสอนของแม่ขึ้นใจ แต่ในที่สุดซินดี้ก็ยอมเพราะเด็กชายให้เงินถึง 50 เหรียญ แม่เริ่มโกรธ "แม่บอกแล้วไง ว่าเจ้านั่นมันหลอกดูกางเกงใน" ซินดี้ยิ้มกริ่ม
"หนูรู้ทันแล้วค่ะ หนูเลยถอดกางเกงในออกก่อนปีนเสาธงแล้ว"
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #54 เมื่อ: มีนาคม 02, 2010, 10:48:44 AM »

  สมบูรณ์..  เป็นอีกคนหนึ่งที่พกรูปถ่ายของภรรยาติดกระเป๋าสตางค์ไว้ เสมอ..
แม้ว่าภรรยาของเขาจะเสียชีวิตไปนานหลายปีแล้วก็ตาม
ทุกครัง้ที่สมบูรณ์ประสบกับปัญหาสมบูรณ์จะหยิบภาพถ่ายออกมาดู
และเขาก็ผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้เสมอ ไม่ว่าสมบูรณ์จะเจออุปสรรคมากมายขนาดไหน


บางครั้งเมื่อเขานึกท้อแท้ เขาก็จะรีบเปิดกระเป๋าสตางค์และหยิบรูปถ่ายภรรยาออกมาดูทุกครั้งไป..
โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เศรษฐกิจไทยก้าวสู่ยุคฟองสบู่แตก
สมบูรณ์แทบสิ้นหวัง เขาแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เขาก็ผ่านจุดต่ำสุดนั้นมาได้


วันนี้ สมบูรณ์ก้าวสู่ความสำเร็จนได้รับรางวัลบุคคลสู้ชีวิตแห่งปี และได้ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้..
สมบูรณ์กล่าวว่า.. “เคล็ดลับที่ทำให้ผมผ่านอุปสรรคอันเลวร้ายต่างๆมาได้
ก็เพราะผมพกภาพถ่ายของภรรยาผมติดตัวไว้ตลอดเวลา..” สิ้นเสียงกล่าวของสมบุรณ์…
เสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วห้องจัดเลี้ยงมอบรางวัล
โดยเฉพาะบรรดาคุณหญิงคุณนายที่มาร่วมงาน ต่างพากันสะกิดสามีของตัวเอง
พร้อมกับคำกระแหนะกระแหน ว่าทำไมไม่เอาตัวอย่างสมบูรณ์บ้าง


เมื่องานเลี้ยงเลิกรา..สมบูรณ์กลับถึงบ้าน เขาควักรูปถ่ายของภรรยาออกมาดูอีก
แล้วรำพึงรำพันกับภาพถ่ายว่า…
 
 
“ทุก ครั้งที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ก็มีภาพถ่ายของเธอนี่แหละ
ที่ทำให้ได้ระลึกอยู่เสมอว่า… ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าตอนที่อยู่กับเธออีกแล้ว"
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #55 เมื่อ: มีนาคม 02, 2010, 10:55:58 AM »

  มีชาย-หญิงคู่นึงแต่งงานอยู่ด้วยกัน กระทั่งถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันเลยเชียวหล่ะ ฝ่ายหญิงมีกล่องเก็บของอยู่ใบหนึ่งวางในตู้เสื้อผ้า และกำชับแกมขอร้องสามีว่า อย่าได้เปิดดูหรือถามใดใดทั้งสิ้น ฝ่ายสามีก้อช่างน่ารักเสียเหลือเกิน ไม่เคยปริปากถามเรื่องกล่องใบนั้นอีกเลย

วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายหญิงป่วยมาก หมอลงความเห็นว่าเธอคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่นานเธอจึงวานให้สามีช่วยไปหยิบกล่องใบนั้นจากตู้เสื้อผ้า หลังจากที่ฝ่ายชายกลับมาพร้อมกับยื่นกล่องให้เธอ เธอเปิดฝากล่องขึ้นมาพบว่ามี ตุ๊กตาถักไหมพรมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง (ประมาณว่า 1,000,000 บาท) บรรจุอยู่ข้างใน

ฝ่ายหญิงเริ่มเอ่ย "ในวันแต่งงานของเรา คุณย่าของฉันได้ให้บทเรียนสอนใจ ท่านว่าครอบครัวสมรสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หนักนิดเบาหน่อยต้องให้อภัยและอดทน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไว้เนื้อเชื่อใจ มีความรักให้แก่กัน และที่สำคัญคือมีความเข้าใจกัน " เธอหยุดพูด พร้อมกับยื่นมืออันแทบจะไร้เรี่ยวแรงลูบตุ๊กตาไหมพรมไปมา " คุณย่าได้แนะเคล็ดลับให้ว่า เมื่อใดที่ความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้น หรือรู้สึกโกรธมากๆ ขึ้นมา ให้ถักตุ๊กตาไหมพรมเก็บไว้ 1 ตัวเสมอ"

ฝ่ายชายเหลือบมองเข้าไปในกล่อง มีตุ๊กตาไหมพรม 2 ตัววางอยู่ เขาเบือนหน้าไปอีกทาง เพื่อหลบหยดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เขารู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของภรรยามีต่อเขาเป็นยิ่งนัก ชีวิตสมรสที่ยาวนานกว่า 50 ปี มีตุ๊กตาไหมพรมเพียง 2 ตัว เท่านั้นแทนจำนวนครั้งที่ภรรยาได้โกรธเคืองเขา

หลังจากปาดคราบน้ำตาแล้ว เขาหันกลับมา ฝ่ายภรรยาพูดต่อ " เธอคงแปลกใจกับเงินก้อนนี้สินะ" ฝ่ายหญิงหยิบมันขึ้นมา แล้วพูดต่อว่า
" มันเป็นเงินที่ได้มาจากการทยอยขายตุ๊กตาไปทีละตัวๆ ค่ะ"
 
บันทึกการเข้า

Ferdinan_Mufc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #56 เมื่อ: มีนาคม 02, 2010, 05:36:06 PM »

มีเรื่องเล่า
  มีสามี-ภรรยาคู่นึงอยู่กันมาซักระยะด้วยความรัก อยู่กันแรกๆก็ต้องมีเขินอายกันเป็นธรรมดา ใช่มั้ยครับ.. แต่พอเดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องมีแล้วความอายอาบน้ำเสร็จก็ผ้านุ่งผ้าพันก็ไม่ต้องกันหละ เดินกันโทงๆออกมาจากห้องน้ำ 555..
 มีวันนึงสามีก็ให้นึกพิเรน พอภรรยาเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ สามีก็ไปเตรียมกล้องมา
พอเมียอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำหันหน้ามาหาสามีจังๆ สามีก็กดชัตเตอร์
แชะ. เมียก็ตกใจแล้วก็ต่อว่าสามีใหญ่เลย ทำอะไรน่ะคุณ ทุเรศที่สุด คุณจะถ่ายรูปชั้นไปทำไม ชั้นแก้ผ้านะ 9ล9...ต่างๆนานา..สามีก็บอกว่า ชั้นจะเก็บรูปเธอไว้ติดตัวชั้นตลอดเวลา ชั้นจะได้มีกำลังใจไง เวลาท้อใจก็ได้หยิบรูปเธอขึ้นมาดูน่ะ
 เมียได้ยินดังนั้นก็ให้เป็นปลื้มใจ...แล้วคืนนั้นจะยังไงก็......คิดกันเอาเอง เหอๆ
 V
 V
 V
 พอถัดมาอีกวัน สามีกลับมาจากทำงานเหนื่อยมา ก็เข้าห้องน้ำอาบน้ำเลยเพราะร้อนมาก .. ก็โดยปกติก็จะไม่ใส่ผ้านุ่งอยู่แล้วพอออกมาจากห้องน้ำก็เห็นเมียยืนถือกล้องถ่ายรูป  แชะเข้าให้ ก็ให้โมโหตะโกนใส่เมีย คุณจะมาถ่ายรูปผมทำไมเนี่ย
บ้ารึป่าว บลา บลา บลา...เมียก็บอกว่า ใจเย็นๆสิคุณแหมชั้นก็แค่ถ่ายรูป เหมือนที่คุณถ่ายชั้นไง แล้วอีกอย่างรูปที่ถ่ายมะกี้ชั้นก็ถ่ายไม่เห็นหน้าคุณนะ สามีก็งง ถามไปว่าแล้วเธอถ่ายอะไรล่ะ ภรรยาก็ไม่ตอบแต่ใช้สายตาต่ำลงแทน...สามีก็ให้กระหยิ่มใจ แล้วคิดในใจ (แหม เมียเราคงภูมิใจกับ.....เรามากเนาะ) เลยถามแก้เขินกลับไป แล้วจะถ่ายไปทำอะไรหละ....
.
.
.
เมียก็ตอบมาอย่างเสียงดังฟังชัดว่า.....ชั้นจะเอาไปขยาย...... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #57 เมื่อ: มีนาคม 04, 2010, 09:59:16 AM »

ตีเหล็กต้องขณะร้อน  ตีคนต้องตอนเย็น
(จากอาจารย์สุขุม  นวลสกุล)


     คนเป็นหัวหน้าคนนั้น มีภาระหน้าที่สำคัญประการหนึ่งที่ไม่อาจงดเว้นได้ 
หากต้องการให้งานที่ตัวรับผิดชอบอยู่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือได้มาตรฐาน    หน้าที่ดังกล่าวก็คือ  “ การว่ากล่าว ”  ผู้ใต้บังคับบัญชา 
ในกรณีที่เห็นว่าคนที่เป็นลูกน้องประพฤติหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง

     ถ้าหัวหน้าคนไหนไม่กล้าแตะลูกน้องเมื่อเขาทำไม่ถูก  ก็อาจถูกพิจารณาว่าขาดความรับผิดชอบ เพราะหน้าที่ของหัวหน้า คือการควบคุมคนให้ทำงานตามมาตรฐานที่กำหนดไว้  เมื่อใดมีการเบี่ยงเบน หรือลดจากมาตรฐาน   คนที่เป็นหัว
ก็ต้องมีหน้าที่ดึงหาง ให้เข้าที่เข้าทางไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หรือมัวแต่ถือว่า
“ เมื่อหัวไม่ส่าย  หางก็ย่อมไม่กระดิก ”  เพราะหางบางหางนั้นถึงหัวไม่ส่ายก็อาจส่ายได้ ก็อย่างหางจิ้งจกไงครับ  ถึงจะหลุดจากตัวก็ยังกระดุกกระดิกอยู่อีกตั้งนานกว่าจะสงบลงได้

     การว่ากล่าวของหัวหน้าที่มีต่อลูกน้องนั้น  เมื่อกระทำลงไปแล้วก็ต้องหวังผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น  ไม่ใช่เมื่อลงปากไปแล้วสถานการณ์กลับเลวลง  แทนที่คนถูกว่ากล่าวจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของคนเป็นหัวหน้า    อาจจะลุกลามใหญ่โตถึงขนาดอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ก็มี  ถ้าการว่ากล่าวนั้นทำไม่ถูกจังหวะ

     อย่างเพื่อนผู้อาวุโสของผู้เขียนคนหนึ่ง  มีฐานะเป็นคณบดีอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง   ตายล่วงหน้าก่อนเพื่อนไปแล้ว  เมื่อปี 2537   เพราะโดนนักการประจำคณะของเขายิงเอา   สาเหตุเพราะเพื่อนผู้เขียนคนนี้เห็นนักการหรือภารโรงที่เป็นลูกน้องของเขาเมาเหล้าเวลาบ่ายสองโมง อันเป็นเวลาปฏิบัติราชการ  จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนตามหน้าที่     ภารโรงผู้ประพฤติผิดนั้นไม่เถียงด้วยคำพูด  แต่กลับตอบด้วยปืนแม้จะยิงเพียงนัดเดียว แต่กระสุนถูกเข้าที่ทรวงอก  เพื่อนผู้เขียนก็เลยไม่มีทางเลือกต้องถึงแก่กรรมลงในขณะปฏิบัติหน้าที่หัวหน้า    ได้รับปูนบำเหน็จจากราชการไปมากพอดู  แต่ก็คงไม่คุ้มหรอก  เพราะแลกด้วยชีวิต   สู้รับทีละเล็กละน้อยในขณะมีชีวิตอยู่จะดีกว่า จริงไหมครับ

     เรื่องนี้วิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า  เพื่อนของผู้เขียนถึงแก่อสัญกรรม   ทั้งๆ ที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของคนเป็นหัวหน้า   ทั้งนี้ เพราะไม่ดูกาลเทศะและไม่รู้จักธรรมชาติของคน    โดยธรรมชาติคนเราจะไม่มีใครชอบถูกด่าหรือถูกตำหนิ เพราะฉะนั้นเวลาคนเป็นหัวหน้าจะลงปากกับลูกน้องก็ควรจะดูด้วยว่าลูกน้องอยู่ในอารมณ์เช่นใด   ถ้าเขาอยู่ในภาวะการที่อารมณ์เสียหรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อย่าไป  “แตะ”  เขาเข้า   เดี๋ยวเรื่องเล็กหรือเรื่องธรรมดาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือ
ไม่ธรรมดาไป

     อย่างกรณีเบื้องต้นนี้     ลูกน้องเมาในเวลาทำงาน   ถ้าหัวหน้าคนไหนปล่อยปละละเลยก็คงต้องตำหนิว่าเป็นหัวหน้าที่ไม่มีความรับผิดชอบ   เรื่องอย่างนี้ต้อง
ว่ากล่าวตักเตือน   แต่ไม่จำเป็นต้องกระทำแบบคาหนังคาเขาหรือคาขวดคาแก้ว  เพราะตอนนั้นเขาอยู่ในภาวะควบคุมสติสัมปชัญญะของเขาไม่ได้  เราแหยมเข้าไปก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต  เพราะคนเมาบางทีทำอะไรลงไปยังไม่รู้ตัวเลย  กว่าจะรู้ตัวบางคนก็โน้นแน่ะ นั่งอยู่กรงบนโรงพักเรียบร้อยแล้ว

     เรื่องนี้หนทางที่ถูกต้องหรือควรกระทำ  ก็คือเมื่อเจอลูกน้องเมามายไร้จิตสำนึกอยู่ ก็ควรจะเชิญให้เขาไปสงบสติอารมณ์กลับบ้านไปก่อนได้เลย  บอกเขาดีๆ หน้าตายิ้มแย้มอย่าให้เขาจับได้ว่าเรากำลังไม่พอใจ   อนุญาตให้กลับบ้านได้ก่อนเวลาเป็นกรณีพิเศษ   ต่อเมื่อวันรุ่งพรุ่งนี้เมื่อเขาฟื้นกลับคืนมาเป็นผู้คนปกติธรรมดาแล้ว จึงเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน  เรื่องก็อาจจะจบลงด้วยดีตาเจตนารมณ์ และความรับผิดชอบของคนเป็นหัวหน้า

     ข้อห้ามเด็ดขาดอีกอย่างหนึ่งคือ  อย่าว่ากล่าวในขณะที่ขาดสติสัมปชัญญะ
ทั้งคู่    อันนี้จะทำให้เรื่องเลวร้ายลงจนอาจจะกลับมาดีเป็นปกติไม่ได้      ตัวอย่างมีให้พบเห็นบ่อยๆ  จากข่าวหนังสือพิมพ์   ในกรณีของข้าราชการที่มีสิทธิ์พกอาวุธปืนในขณะปฏิบัติราชการ
บันทึกการเข้า

Ferdinan_Mufc
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #58 เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 11:52:51 AM »

เหตุเกิดที่สถานทูตแห่งหนึ่ง
.
.
Consul : What is your name ?
Arab : Aubdul Aziz.

Consul : Sex ?
Arab : Six to ten times a week

Consul : I mean , Male or Female
Arab : Both Male And Female and Sometimes even Camels.

Consul : Holy Cow ! ตกใจ
Arab : Yes Cows and Dog Too!!!!!

Consul : Man isn't it hostile?
Arab : Horse Style , Dog Style , Any Style.

Consul : Oh.....Deer!
Arab : Deer? .. No Deer, They Run Too Fast!.
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #59 เมื่อ: มีนาคม 15, 2010, 11:05:16 AM »

= = = = ถอนหญ้า = = = =

เป็นเรื่องสั้นๆ แต่ก็ช่วยเตือนสติได้ดี

"ก๊อกๆๆๆๆ"

เสียงเคาะประตูที่ดังผ่านแผ่นไม้มา พร้อมๆ กับเสียงที่ดูเหมือนกับเป็นคำสั่งว่า

"ตื่นนอนได้แล้วจะได้ช่วยกันทำงาน"

เด็กน้อยคนหนึ่งตื่นขึ้นมา ท่าทางงัวเงียสลึมสลือ มือจับผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงมาพับและตอบรับเสียงปลุกนั้น

"อืม.....ตื่นแล้ว ได้ยินแล้ว" "นี่วันหยุดนะเนี่ย" เด็กน้อยบ่นกับตัวเอง

"เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ไปถอนหญ้าที่ไร่นะ" พ่อสั่งขณะที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลา
ให้ลูกชาย

เด็กน้อยพยักหน้าตอบ และลงมือทานอาหารมื้อแรกของวัน

หลังจากทานอาหารเสร็จ เด็กน้อยเดินไปหยิบหมวกและเสื้อแขนยาวมาสวม
เพื่อกันแดด แล้ววิ่งออกไปหน้าบ้าน

กระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานโบราณสภาพเก่าโทรม บ่งบอกถึงอายุการใช้งานซึ่งมีพ่อเป็นผู้ขี่

ในระหว่างทาง เด็กน้อยคุยกับพ่อตลอด เขาป้อนคำถามที่อยากรู้

ซึ่งบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เป็นพ่อจะพยายามสอดแทรกให้แง่คิดตลอด

โดยที่เด็กน้อยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นานนักก็ถึงไร่ที่เขามีภารกิจที่จะต้องทำ

"ถอนหญ้า" ภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย ..หญ้าเปรียบเสมือน "ศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่"

"เดี๋ยวเจ้าถอนแปลงนี้นะ" พ่อสั่งพร้อมกับชี้นิ้วไปที่แปลงผัก

เด็กน้อยรับคำและลงมือถอนหญ้าออกจากแปลงผัก ทีละต้น ทีละต้น จนกระทั่งศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่หายไปจากแปลงผักจนหมดสิ้น

"ไปพักกินน้ำที่ใต้ต้นมะม่วงก่อน....ไป" เด็กน้อยรับคำพ่อแล้วเดินไปพัก

"กลับมาเร็วๆ นะ ยังมีอีกแปลงหนึ่ง" เสียงพ่อสั่งตามหลังเด็กน้อย

หลังจากได้พักกินน้ำ พ่อได้ส่งจอบให้เด็กน้อย พร้อมกับพูดว่า "เอ้า...
เอาไปถากหญ้า"

เด็กน้อยรับจอบและตรงไปยังแปลงผักเพื่อทำภารกิจต่อ

ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะพึงพอใจกับการใช้จอบถากหญ้ามากกว่าการใช้มือถอน

เหตุผลก็คือ มันทำให้เขาสามารถทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งไม่นานนักเขาก็จัดการ
กับศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่อย่างราบคาบ

หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง พ่อลูกก็พากันกลับบ้าน

ระหว่างทางเด็กน้อยถาม "ทำไมไม่ให้ผมใช้จอบตั้งแต่แรกล่ะ ทั้งๆ ที่ทำงาน
ได้เร็วกว่า"

พ่อไม่ตอบ ได้แต่อมยิ้ม เก็บซ่อนคำตอบไว้เพียงผู้เดียว

ผ่านไป 1 สัปดาห์

พ่อได้พาเด็กน้อยกลับไปที่ไร่อีก สิ่งที่เด็กน้อยเห็นก็คือ

แปลงที่ใช้มือถอน บัดนี้ไม่มีหญ้าให้เขาถอนเลย แม้แต่ต้นเดียว

แต่... แปลงที่ใช้จอบถาก กลับมีต้นหญ้าปกคลุมเหมือนเดิม

"ทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะ" เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย ทั้งๆ ที่เขาได้
จัดการมันหมดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

พ่อตอบ "แปลงที่เจ้าใช้มือถอนน่ะ เจ้าได้ถอนมันถึงรากถึงโคน ส่วนแปลงที่เจ้า
ใช้จอบถากน่ะ  เจ้าเพียงแต่ตัดเอาส่วนปลายของมันออกเท่านั้น มันยังคงมีส่วน
ที่ฝังลึกอยู่ในดินอีก”

“มันก็เหมือนกับปัญหาต่างๆ ที่เราพบเจอนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
โดยปล่อยสาเหตุของปัญหาไว้ ไม่นานนักปัญหานั้นก็จะกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าอีก แต่ถ้าเราแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แม้มันจะยากสักนิด แต่มันก็ทำให้
ปัญหานั้นหมดไปได้"

เด็กน้อยยิ้มรับด้วยความเข้าใจ

"จงหันหน้าสู้กับปัญหา.....จัดการกับสาเหตุ.....และอย่าท้อถอย"

บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 14
พิมพ์
 
กระโดดไป: