thai TH us EN
หน้า: [1] 2 3 ... 14
ผู้เขียน หัวข้อ: คลายเครียดได้ความรู้  (อ่าน 10020 ครั้ง)
pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 02:41:28 PM »

   ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อให้พวกเราได้อ่านคลายเครียดจากการทำงาน
พร้อมกับได้เกร็ดความรู้ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงานได้ด้วย

   ขอเชิญสมาชิกทุกท่าน ช่วยๆ กันนำเรื่องคลายเครียดต่างๆ มาลงในกระทู้ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 02:45:50 PM »

คลายเครียดเรื่องแรกที่ผมนำเสนอนี้ คัดลอกมาจากหนังสืออ่านเล่น (ทั้งดุ้น)
ชื่อเรื่องว่า "ชุดนอนผัวหลง"

คนบางคนพอสามีออกนอกบ้านไปมีเมียน้อย
ไล่ตามสุดชีวิตเลย...ถือก้านร่มไล่ล่า...ไล่ตี...
ท่าทางยังกับ Butterfly Ocean…รู้จักไหมครับ Butterfly Ocean…?
ผีเสื้อสมุทรไง...ท่าทางอย่างนั้นเลย...วิธีการอย่างนี้ไม่มีประโยชน์

ผู้หญิงบางคนตามสามีตลอด...
ผมบอกว่าไม่ต้องตาม...มันขึ้นอยู่กับตัวเรา...ต้องปรับปรุงตัวให้ดี...
คนบางคนแต่งงาน 16 ปี...ผมไม่อยากจะพูด... “ชุดนอนไม่เคยเปลี่ยน”
สามีรู้เลยว่าวันนี้กลับไปบ้าน...ต้องเจอชุดนอนสีม่วง...แถมขาดที่หัวเข่า...
ด่างที่ก้นหน่อยๆ...ตัวเดียวนี้แหละ...อย่างนี้ก็แย่สิครับ...
มันต้องรู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง...ต้องทำให้เขาตื่นเต้นบ้าง...
วันดีคืนดีเราก็นุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง...ใส่เสื้อโนบราบ้าง...
เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง...เช่น...
ในครัวบ้าง...ระเบียงบ้านบ้าง...ห้องรับแขกบ้าง...ในสวนบ้าง...
คุณคิดอะไรกันอยู่เนี้ย...?
ผมหมายถึงให้เปลี่ยนบรรยากาศในการทานข้าวนะ...
เปลี่ยนที่กินข้าวบ้าง...คิดอะไรกันอยู่เนี่ย...? กลางวันแสกๆ...

ถ้าเรารู้จักเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง...ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะดีขึ้น...
[/size][/size][/size][/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 12, 2010, 03:27:24 PM โดย BADBOY » บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 30, 2010, 11:27:02 AM »

อารมณ์ขันของหมอ...กับเสียงหัวร่อในโรงพยาบาล

มีเรื่องเล่าในห้องคลอด…เขาเล่าว่าอย่างนี้ครับ
บอกว่าผู้หญิงจะไปทำคลอดนี่
เขาต้องไปโกนผมข้างล่างก่อน...ถูกไหมครับ?
แต่เขาจะไม่พูดว่าโกน
เขาใช้ภาษาศัพท์แพทย์ เรียกว่าพาไป Shave นะครับ
Shave แปลว่า โกน   เช่น Shave หนวด  คือโกนหนวด
ส่วน Shave ข้างล่าง เขาเรียกว่า  เชฟ เพอลีเนี่ยม
เขานิยมพูดย่อๆ ว่า  “พาไปเฟ ๆ ๆ...”
แต่โรงพยาบาลบางแห่งเขาไม่พูดอย่างนี้ครับ
เขาใช้ศัพท์สมัยใหม่...จ๊าบๆ เลย...เขาบอกว่า  “พาไปบวชชีซะ...”
เป็นอันว่ารู้กัน...เรียบร้อย...โกนให้เกลี้ยง
ก็เลยพูดกันติดปาก “บวชชี ๆ ๆ...”
มีอยู่วันหนึ่ง...นักเรียนพยาบาลปี 2 ขึ้นแผนกสูตินารีเวชใหม่ๆ
พอหัวหน้าตึกบอกให้พาไปบวชชี
เธอก็งง...ยังไงวะบวชชี?...เอายังไงดี?”
แต่หัวหน้าตึกหน้าบึ้ง เลยไม่กล้าถาม
เอาละวะ  บวชชีก็บวชชี
ว่าแล้วก็เข็นรถคนไข้ออกไปเลยครับ  ออกไปนานมากเลย
อะไรวะ  บวชชีแค่นี้ทำไมมันนานเหลือเกิน?
พักใหญ่ๆ  นักเรียนพยาบาลเข็นคนไข้เข้ามาอีกที...หัวหน้าตึกไปก้มดู
อ้าว...นี่ฉันบอกให้เธอโกน  ทำไมเธอไม่โกนล่ะ?
แต่พอดูหัว...อ้าว...หัวเหม่งเลยครับ...โกนเหมือนกันครับ  แต่โกนผิดที่

นี่คือการสื่อสารที่ไม่ดี...ไม่ใช่ว่าเราพูดอะไรแล้ว
คนอื่นจะเข้าใจเหมือนที่เราคิดเสมอไป
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 30, 2010, 11:33:08 AM »

แม่อุ๊ยตกเขา

ในโรงพยาบาล...หมอก็มีปัญหาเหมือนกันครับ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เชียงใหม่...คนไข้ชาวเขามาหาหมอ
พอมาถึงหมอ บอกว่า...
“คุณม่อๆ อิฉันตกเขามา”   บอกอิฉันตกเขามา...
“อ้าว...แม่อุ๊ย ตกเขามาก๊ะ?  แล้วเป็นจะไดพ่อง?”
แปลว่า  แล้วเป็นยังไงบ้าง?

“เจ็บตรงเพ๊ะ...เจ็บตรงเพ๊ะ”   แปลว่า  เจ็บตรงนี้ (เอามือชี้ที่ใต้ท้องน้อย)
“อ้อ...บ่เป็นหยังแม่อุ๊ย  เดี๋ยวหมอจะฮื่อยาสองอย่างนะ
ยาอย่างแรกเป็นยาแก้ปวด  กินเตื้อสองเม็ด  (ยาแก้ปวดกินครั้งละสองเม็ด)
เจ็บเมื่อได๋  กินเมื่อฮั่น  แล้วหมอจะฮื่อยาหม่องไปสองอั๊บ เจ็บตรงได๋ ทาตรงฮั่น”

สามวันต่อมาได้เรื่องเลยครับ...คนหามแม่อุ๊ยเดินขากางมาเลย
ตะโกนตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลเลยครับ
“ยาคุณหมอบ่ดี...ยาคุณหมอบ่ดี”
“มันเป็นจะไดพ่อง...แม่อุ๊ย?”
“ก็หมอฮื่อยาไปสองอย่าง...ยาอย่างแรกยาแก้ปวด
บอกกินเตื้อสองเม็ด  เจ็บเมื่อได๋กินเมื่อฮั่น
อีฉันเจ็บเมื่อได๋  อีฉันก็กินเมื่อฮั่น
กินเท่าใด  มันก็บ่แคว้น  (กินเท่าไรมันก็ไม่ดีขึ้น)
แล้วหมอฮื่อยาหม่องไปสองอั๊บ...หมอบอกเจ็บตรงได๋ ทาตรงฮั่น
อีฉันเจ็บตรงได๋  อีฉันก็ทาตรงฮั่น...ยิ่งทายิ่งปอง  ยิ่งทายิ่งปอง ?”

สงสารแม่อุ๊ยครับ...สงสารแก...ความมันมาแตกทีหลัง
คือว่า...แม่อุ๊ยนี่แกเป็นชาวเขา  แล้วแกเป็นโรค “ตกขาว”
มาหาหมอ...ตกขาวน่ะ
ทีนี้ชาวเขาพูดตกขาวยาวๆ อย่างพวกเราไม่ได้  เลยบอกตกเขา...
หมอก็นึกว่าแม่อุ๊ยแกคงตกเขา แล้วเอา “ห้องเครื่อง...”
ไปกระแทกหิน...เลยให้ยาแก้ปวด กับยาหม่องไปทา

แล้วพวกเราเคยมีประสบการณ์ไหมล่ะ?
เอายาหม่องเข้าไปล้วงทาห้องเครื่องน่ะ?
นึกภาพไม่ออกเลยล่ะ...ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลยครับ

เห็นไหมครับ?
การสื่อสารที่ไม่ดี  บางทีนี่ก็ทำให้คนเราเครียดได้เหมือนกัน...เห็นไหมครับ?
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 09:23:03 AM »

วันนี้ เจอข้อคิดดีๆ จึงโพสต์มาให้สมาชิกได้อ่านกัน

“การมองหาความดีของคนอื่น”

คนเราต้องรู้จักหาอะไรดีๆ มาพูดกันใช่ไหมครับ ?
อยู่ที่บ้านต้องดูซิแฟนมีอะไรดี...ก็เอาสิ่งนั้นมาพูด
“ว๊าว...ชุดนี้สวยจัง”   “อย่างนี้ ไม่กินข้าวนอกบ้านแล้ว ฝีมือเธอเจ๋งกว่าเยอะเลย”
เข้าห้องเจ้านายก็ดูว่าห้องเจ้านายมีอะไรดีบ้าง...
โอ้โฮ...ห้องเจ้านายมีถ้วย...มีเหรียญรางวัลเยอะจังเลย
ถ้วยนี้เจ้านายได้มาจากไหนครับ ?   เจ้านายเจ๋งมากเลย...

เจ้านายจะภาคภูมิใจมาก...และสองชั่วโมงต่อจากนั้น
จะคุยแต่เรื่องถ้วยและเหรียญรางวัลล้วนๆ
นี่ยังน้อยนะที่บ้านยังมีอีก 180 ถ้วย...ยืดเลย...
คุยสามชั่วโมงไม่รู้จักจบ...ใช่ไหมครับ ?
แล้วทีหลังไม่ต้องขออะไรเลยครับ...เจ้านายให้หมด

แต่บางคนไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้
มองความดีของคนอื่นไม่เป็นหรอก...คอยจ้องจับผิด
พอเข้าห้องเจ้านายเริ่มส่ายสายตามองแล้ว
“เอ๊ะ...หน้าตาเจ้านายไม่ดีเลย ดูซีดๆ นะ...มะเร็งหรือเปล่าเนี่ย ?”
เรียบร้อยเลยครับ...ไม่ต้องหวังก้าวหน้าแล้วครับ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2010, 09:24:12 AM »

รถบุบ...แต่หัวใจไม่บุบ

ตัวอย่างวิธีคลายเครียดอีก 1 ตัวอย่าง
สมมติว่าเราขับรถใหม่ป้ายแดง  พอไปถึงสี่แยกไฟแดง...เบรคเอี๊ยด...
จอดรอไฟแดง...ขณะที่จอดรอไฟแดงนั้นเอง
มีรถบรรทุกวิ่งมาปรื๋อ...เบรคแตก...ชนรถเรา
โครม ม ม ม...
โอ้โฮ...ยุบเกือบถึงตัวคนนั่งเลย

ถามว่ารถใหม่ๆ ป้ายแดง...ถ้าเกิดชนขนาดนี้  เจ้าของรถจะเครียดไหม ?
เครียดไหมครับ ?   เครียดสิครับ...เครียดมากด้วย
สักพักหนึ่งคนขับรถบรรทุกมันลงมาจากรถ
เดินแอ่นหน้า...แอ่นหลังแบบนี้
เราเห็นคนขับรถบรรทุกเมาเหล้าเดินลงมา..เรายิ่งเครียดหนักขึ้นไหม ?
ยิ่งเครียดหนักขึ้น...

ไอ้เวรเอ้ย...เมาเหล้าแล้วยังเสือกขับรถอีก
เท่านั้นยังไม่พอ...มันมายืนข้างรถเรา  แล้วมันเหล่รถเรา...มันบอกว่า
“อุ๊ย...ยุบไปนิดเดียวเอง”
ถ้าเราเป็นผู้ชาย...เราก็อยากจะอัดมันให้หงายท้องเลยใช่ไหมครับ ?
เราเครียดๆ ๆ...เครียดแทบตาย...

แต่ถามว่าในขณะที่เราเครียดๆ ๆ น่ะ...
รถเรามันดีขึ้นไหมครับ?  ไม่ดีขึ้นนะครับ...มันก็ยังยุบเหมือนเดิม
แต่ถ้าเมื่อไรเราเครียดหนักๆ  เครียดเต็มที่
แล้วรถมันดีขึ้น  มันหายยุบ...หายยุบ...เราจึงสมควรจะเครียดใช่ไหม ?
ถ้าเครียดแล้วรถพอง...ผมจะเครียดให้เต็มที่เลย
เครียดพอง...เครียดพอง...เครียดพอง...
เราจะเครียดให้มันพองเหมือนเดิมเลย

แต่ถ้าเราเครียดอย่างไรมันก็เป็นเช่นนั้นเอง...แล้วเราไปเครียดทำไมล่ะครับ ?
รถมันยุบไปแล้ว  เราก็ปล่อยให้รถมันยุบไปซิครับ...
เรื่องอะไรเราจะมาทำให้ใจเรามันยุบตามรถไปด้วยล่ะครับ
เราก็รักษาใจเราไว้ซิครับ
ถ้าเรารักษาใจของเราได้อย่างนี้
ต่อไปเราเจออะไรเราก็ไม่เครียดแล้ว...

เมื่อคิดได้  ทำใจได้  ตั้งสติได้แล้ว ก็โทรแจ้งบริษัทประกันภัย
คราวนี้...ก็มีคนมาเครียดแทนเราแล้ว

ถ้าเรามีเรื่องเครียดๆ ก็โทรแจ้งหัวหน้าเรา
ให้เขาเครียดแทนเราซิ...ง่ายจะตาย
บางครั้งอาจจะได้รับข้อคิดดีๆ
ทำให้เรื่องเครียดๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ได้
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 10:50:39 AM »

ช่างแกะสลักหิน

มีนักปราชญ์คนหนึ่งเดินทางผ่านมาพบช่างแกะสลักหินสามคน
กำลังนั่งแกะสลักหิน...เหงื่อไหลท่วมตัว
ด้วยความสงสัยจึงเข้าไปดูใกล้ๆ
พบชายคนแรกนั่งแกะสลักหิน...หน้านิ่วคิ้วขมวด  เหงื่อท่วมตัวเลย
จึงถามว่า...
“น้องๆ ทำอะไรเนี่ย ?”
คนแรกหันมาทำหน้าบึ้ง...“แกะสลักหิน  ไม่เห็นหรือไง ?”
“เอาละน้อง...แกะสลักหิน  เห็นแล้ว”
มาเจอคนที่สอง...หน้านิ่วคิ้วขมวด  เหงื่อท่วมตัวเหมือนกัน
นั่งแกะสลักหินอยู่
“น้อง...ทำอะไรเหรอน้อง ?”
คนที่สองหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกัน...หันมาเลย  “ทำมาหากิน”
มันบอกมันทำมาหากิน...
คนที่สาม...นั่งแกะสลักหินเหมือนกัน  เหงื่อท่วมตัวเหมือนกัน
แต่ยิ้มแป้นตลอดเวลาเลย...ยิ้มอยู่ตลอด  เจอคนที่สามชักแปลกใจ
“น้องๆ ทำอะไรน่ะ ?”
คนที่สามบอก...“ผมกำลังจะสร้างมหาวิหารครับ”

เห็นไหมครับ?  ทำงานเหนื่อยเหมือนกันเลย  แต่คิดต่างกันนิดเดียว
มีความสุขต่างกันเยอะ...
เพราะฉะนั้น...ถ้าเผื่อเราจะคิดทำอะไร
ถ้าเราคิดทุกอย่างให้เป็นบุญทั้งหมดแล้วนี่...จิตใจเราจะดีตลอด
ทำงานอย่างมีความสุขตลอด...
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 10:51:54 AM »

บทความจาก พ.อ.นพ. พงศักดิ์  ตั้งคณา

ประโยชน์ของคำด่า...

คนที่ด่าเรานี่...เราได้ประโยชน์ตั้งสามประการ...
ประการแรก...เป็นการทดสอบจิตใจเรา
เมื่อไรใครด่าเรา...แล้วเราโกรธแสดงว่าสอบตก
แต่ถ้าเผื่อด่าเราแล้ว เราไม่โกรธได้...นั่นแหละสอบผ่าน
เพราะฉะนั้น...ถ้าเกิดวันไหนเจ้านายด่าเรานะครับ
พอด่าเราปุ๊บ...เราเผลอโกรธ...พูดอย่างนี้ได้ยังไงวะ...เฮงซวย
เถียงไปเถียงมา...สะบัดก้นพรึ่บไปเลย
สักพักนึกได้...อ้าว ตายแล้ว...เอ๊ะ หมอพงศักดิ์ บอกว่า...
ถ้าเผื่อโกรธแสดงว่าสอบตก...
ทำยังไงดีล่ะ ?...สอบตกก็ต้องซ่อมสิ
พออารมณ์ดีปุ๊บ...เข้าห้องเจ้านายใหม่...เคาะห้องก๊อก ๆ ๆ
“เจ้านายคะ...เมื่อสักครู่นี้บังเอิญหนูเผลอไปหน่อยค่ะ...สอบตกไปแล้ว
ขอมาสอบซ่อมค่ะ...ช่วยด่าใหม่อีกรอบหนึ่ง”
รอบสองนี้เราก็สบาย  ทำใจได้
เห็นไหมครับ ?   เป็นการทดสอบจิตใจเรา
ประการที่สอง...คนที่ด่าเรา เขาจะชี้ข้อบกพร่องของเรานะครับ
เราก็เก็บเอาข้อบกพร่องนั้นมาปรับปรุงตัวเราเอง...ก็เป็นประโยชน์
ประการที่สาม...เวลาเขาด่าสักพักหนึ่ง...เพื่อนก็สบายใจ  ถูกไหม ?
คนด่าก็สบายใจ...เป็นอานิสงส์ที่ทำให้เขาสบายใจ

เห็นไหมครับ ?   เราได้ประโยชน์สามประการ...ใช่ไหมครับ ?
ได้ประโยชน์เยอะแยะเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 10:53:33 AM โดย pinit » บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 01:59:11 PM »

คาถากันตกงาน

ต้นไม้...ถ้ามันเติบโตขึ้นจนใหญ่กว่ากระถางที่ใส่มันอยู่
เจ้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้น...ถูกไหมครับ ?

คนเราก็เหมือนกัน...ไม่ต้องไปเรียกร้องให้ใครมาเปลี่ยนหรอก
เมื่อเราพัฒนาความสามารถสูงกว่างานที่ทำอยู่
เจ้านายเขาก็เลื่อนตำแหน่งให้เราเอง...ไม่ต้องไปเรียกร้อง
คนเราถ้าเผื่อขยันทำงาน...เริ่มจากเป็นพนักงานเสิร์ฟ
ต่อไปก็ต้องเป็นผู้ช่วยกัปตัน...เป็นกัปตัน...เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ...
ต่อไปก็เป็นผู้จัดการ...ใช่ไหมครับ ?   มันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
แต่บางคนมีความสามารถพิเศษครับ...เป็นพนักงานเสิร์ฟได้สามเดือน
เลื่อนตำแหน่งเป็นเมียเจ้าของร้านเลย...เร็วมาก
อันนี้เป็นความสามารถพิเศษครับ...กรุณาอย่าลอกเลียนแบบ
ถ้าเผื่อเรารู้จักปฏิบัติตัวอย่างนี้...ไม่ตกงานหรอกครับ
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 04:03:58 PM »

ผงซักฟอกปริศนา  แก้ปัญหาแม่บ้าน

ผู้หญิงกับผู้ชายนี่ครับ...ใครสนใจเรื่องชาวบ้านมากกว่ากัน ?
ผู้หญิง...ดีมากที่ยอมรับ...ผู้หญิงสนใจเรื่องชาวบ้านมากกว่านะครับ

วันหยุด เสาร์ – อาทิตย์...สามีนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอยู่ชั้นล่าง
ภรรยาขึ้นไปชั้นสอง...ไปดูรอบๆ บ้าน
สักพักหนึ่งวิ่งลงบันไดมา...ตึงๆ ๆ ๆ
“พี่ๆ ๆ ๆ  แปลกจังเลยนะ”
ทำไมข้างบ้านเราเขาซักผ้าไม่สะอาดเลยล่ะพี่ ?
“เอ้า...ก็เรื่องของเขาสิน้อง  เอาของบ้านเราสะอาดก็พอแล้ว
ยุ่งอะไรกับบ้านคนอื่นเขาล่ะ ?”
งอนเลย...เพราะว่าสามีไม่ Take action  เลยงอน

วันที่สองขึ้นไปดูอีกเอาสิเอ้า...ดูๆ ๆ ๆ  แล้วก็วิ่งตึงๆ ๆ ๆ  ลงมาอีก
“พี่ๆ ๆ  เอาอีกแล้ว
วันนี้เขาก็ซักผ้าไม่สะอาดเหมือนเมื่อวานนี้อีกแล้ว”
“เอาน่าน้องใจเย็นๆ...เอาบ้านเราสะอาดก็ใช้ได้แล้ว
บ้านอื่นอย่าไปยุ่งเขาเลยน่า”
โอ้โฮ...ยิ่งงอนใหญ่เลย  งอนขวับไปเลยคราวนี้  งอนหนักกว่าเดิมอีก
ผู้หญิงเอาอะไรจะเอาให้ได้อย่างใจ

วันที่สามดูอีก...ดูๆ ๆ ๆ   อุ๊ย...แต่วันที่สามไม่เหมือนวันแรกครับ
ตกใจหมดเลย...วิ่งแทบจะตกบันได  ตึงๆ ๆ ๆ
“โอย...พี่ๆ ๆ ๆ  แปลกจังเลย
ทำไมวันนี้เขาซักผ้าขาวสะอาดเป็นพิเศษเลยล่ะพี่ ?
ช่วยถามหน่อยซิว่าเขาใช้ผงซักฟอกอะไร ?
โอโม่...ทูอินวัน...หรือเปาบุ้นจิ้น ?”

สามีบอก...“โธ่น้อง  เขาก็ใช้ผงซักฟอกเหมือนทุกวันนั่นแหละ
แต่พี่นี่น่ะรำคาญน้อง...พี่ก็เลยเอาผงซักฟอกที่บ้านเราเนี่ยนะ
ไปล้างกระจกชั้นสองบ้านเราทุกบานเลย”
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 11:13:02 AM »

การทำงานของพระอาทิตย์

ตอนเช้า...เวลาเราซักผ้า...เราตากผ้า  เราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเราชอบไหม ?
ชอบครับ...โอ้โฮ  วันนี้แดดเยี่ยมเหลือเกิน

ตอนบ่ายๆ...เราไปเดินทางไกล  ไปเดินตากแดดสองชั่วโมง
คราวนี้เราชอบพระอาทิตย์ไหม ?   เราก็ไม่ชอบแล้วใช่ไหม ?
เราก็เริ่มเหล่พระอาทิตย์...ไอ้เวรเอ๊ย...มึงจะบ้าแดดถึงไหนวะ ?
เย็นกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง ?  เราก็เริ่มด่าพระอาทิตย์แล้ว

แต่ถ้าเผื่อเรานั่งในห้องแอร์อย่างนี้ทั้งวัน
เราเคยสนใจไหมว่าพระอาทิตย์ร้อนหรือเย็น...เราก็ไม่สนใจ

เห็นไหมครับว่า...?  เรายังมีความรู้สึกกับพระอาทิตย์สามอย่างอย่างไร
คนในโลกนี้ก็มีความรู้สึกกับเราสามอย่างอย่างนั้น...เป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่พวกเราเคยเห็นพระอาทิตย์น้อยใจใครไหม ?
เอ้า...วันนี้คนไทยมันด่ากูเยอะเหลือเกินโว๊ย
วันนี้กูขึ้นสายแม่งสักวัน...มีไหมพระอาทิตย์ขึ้นสายน่ะ ?
วันนี้มันด่ากูทั้งประเทศเลย...วันนี้กูไม่ขึ้นแม่งเลยดีกว่า
วันนี้ขึ้นไปเมฆก็มาก  หมอกก็เยอะ...ขึ้นไปก็มองไม่เห็น
ก็จ่อแค่หัวเขานี่ละวะ...
มีไหมครับพระอาทิตย์จ่อแค่หัวเขาแล้วไม่ขึ้นน่ะ...มีไหม ?
เขาทำหน้าที่ของเขาทุกวัน...ใช่ไหมครับ ?
เช้าขึ้นเย็นตก...เช้าขึ้นเย็นตกทุกวัน

แต่คนเราน่ะ...มันมีกิเลสในใจ  พอใครเขาชมปุ๊บ
โอ...บ้ายอทำได้ทั้งวันทั้งคืน
พอเขาด่าหน่อย...กูเลิกแล้ว...ทำความดีกูไม่ทำแล้ว
เพราะเขาด่า...ไม่ชมกู

เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงาน...เราต้องมีความมั่นคงเหมือนตะวัน
เหมือนเพลงเก็บตะวัน
เคยได้ยินไหมครับ ?  เพลงเก็บตะวัน ของอัฐิน่ะ...ห๋า...?
อ๋อ...ของอิทธิ   ขอโทษๆ  ผมก็นึกว่าธิๆ เหมือนกัน...เขาร้องยังไงครับ

เก็บตะวันที่เคยส่องฟ้า   เก็บเอามาเก็บไว้ในใจ
เก็บพลังเก็บแรงแห่งแสงยิ่งใหญ่   รวมกันไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว
เก็บเอากาลเวลาผ่านเลย   สิ่งที่เคยผิดหวังช่างมัน
หนึ่งตัวตนหนึ่งคนชีวิตแสนสั้น   เจ็บแค่นั้นก็คงไม่ตาย

วรรคสุดท้ายเขาบอกว่า...
หากตะวันยังเคียงคู่ฟ้า   จะมัวมาสิ้นหวังทำไม
เมื่อยังมีพรุ่งนี้ให้เดินเริ่มใหม่   มั่นคงไว้ดังเช่นตะวัน

เราต้องทำงานมั่นคงเหมือนกับตะวันครับ
วันจันทร์นี้นะครับ...ไปถึงที่ทำงาน
ใครมีลูกน้องกี่คน...แปดโมงครึ่งให้มาเข้าแถวหน้าเสาธง
ร้องเพลงเก็บตะวัน
บอกว่าทุกคนเราต้องทำงานเหมือนตะวันครับ
เช้าขึ้นเย็นตก...เช้าขึ้นเย็นตก
ถ้าเผื่อเราทุกคนมีจริยธรรมในการทำงานเมื่อไรนะครับ
ชีวิตเราจะมีความสุขตลอด...
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2010, 02:04:15 PM »

นิทานจวงจื๊อ

มีนิทานจวงจื๊อเรื่องหนึ่งเล่าว่า...
มีพญานกอินทรีตัวหนึ่งตัวใหญ่มาก
ปีกนี่เท่ากับภูเขาไท้ซัว...
เขาบอกว่าทุกวันมันจะบินข้ามมหาสมุทรไท้ปิน
เวลากระพือปีกทีนึงผับๆ ๆ ...ทะเลเหมือนจะบ้าคลั่ง
ทุกวันมันจะบินจากทิศตะวันตก...ไปหากินทางทิศตะวันออก  ทุกวันเลย

ในขณะที่มันบินไปหากิน
ก็มีเจ้านกกระจิบอยู่บนต้นมะม่วงต้นเล็กๆ ต้นหนึ่ง
มันก็สงสัยเหลือเกินว่า...เจ้านกอินทรีตัวนี้  ตัวมันใหญ่เหลือเกิน
กินก็มาก...ขี้ก็มาก...แล้วนี่มันบินไปหากินที่ไหนของมันวะ
นิทานเรื่องนี้ก็จบลงแค่นี้

เราก็งงๆ ...นิทานบ้าบออะไรของมันวะ
จบแล้วกูยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย
นิทานนี้มันจะจบยังไงก็ช่างมันปะไร
ถามว่าเราได้อะไรจากนิทานเรื่องนี้บ้าง ?
คนบางคนยิ่งใหญ่เหมือนพญานกอินทรี...มีทั้งยศถาบรรดาศักดิ์
มีทั้งเงินมากมายก่ายกอง...แต่จิตใจไม่มีความสุขเลย
ต่างจากเจ้านกกระจิบตัวหนึ่ง...ที่มันอยู่บ้านต้นมะม่วงต้นเล็กๆ
เช้าขึ้นมา...ตัวผู้บอก...จิ๊บๆ ๆ
“เป็นยังไงจ๊ะวันนี้...ขอโทษนะจ๊ะวันนี้พี่ตื่นสายไปหน่อย”
“นกกระจิบตัวเมียบอก...จิ๊บๆ ๆ
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ...บางครั้งน้องก็ตื่นสายกว่าพี่เหมือนกัน”
นกกระจิบมันอยู่แค่ต้นมะม่วงต้นเล็กๆ
มันมีความสุขได้ใช่ไหมครับ ?

คนเรานี่นะครับ...มีเงินเล็กๆ น้อยๆ...อยู่บ้านเล็กๆ  เราก็มีความสุขได้
ถ้าเราอยู่ด้วยใจที่รักกันนะครับ
มีเงินนิดหน่อย...ถ้าใจเราดี  เรารักกันซะอย่าง
ซื้อน้ำพริกมา 7 บาท...ผักต้ม 5 บาท...ยำ 15 บาท...ต้มจืดอีก 15 บาท
ไปนั่งกินกันที่บ้าน...เงินไม่กี่สิบบาทก็กินอย่างมีความสุขได้
ซื้อใส่ถุงมากิน...กินไปลูบหัวลูกไป...เป็นไงบ้างลูก ?
กินไปลูบหัวเมียไป...ตัวเองเป็นไงบ้าง ?
แต่อย่าให้เมียลูบหัวแล้วกัน...เดี๋ยวต่อไปเขาจะคิดว่าเราเป็นลูก
เพราะมันเคยเกิดมาแล้ว...
“ใครกินนมกู  กูถือเป็นลูกหมดล่ะ”

ชีวิตมันก็มีความสุขได้...ถ้าเรารู้จักใช้จ่ายให้เหมาะสม
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 09:49:57 AM »

หัวเราะตัวงอ...เมื่อหมอทัวร์ลาว   (จาก พ.อ.นพ. พงศักดิ์  ตั้งคณา)

ชีวิตที่ประหยัดจริงๆ นี่ต้องประเทศลาวครับ
เมื่อผมไปประเทศลาวนี่ผมประทับใจมาก
หลายปีก่อนประเทศลาวเขาเชิญแพทย์...หู...คอ...จมูก
ไปช่วยผ่าตัดช่วยเหลือประชาชนลาวที่เวียงจันทน์

พอไปถึงมีคนมาต้อนรับเยอะแยะเลย
ตอนค่ำรัฐบาลลาวก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับ...พอเริ่มงานปุ๊บ
พิธีกรมาถึงประกาศว่า...
“ลำดั๊บต่อไป...ขอเซิ้นท่านท้าวไกรสร  ขึ้นมาโอ้โลม  แขกหน่อย”

เฮ้ย...งานนี้มีการโอ้โลมกันด้วยโว้ย
ทำไมไม่บอกล่วงหน้าวะ...ว่ามีการโอ้โลมกันด้วย ?
เราไม่รู้...คำว่าโอ้โลมนี่  แปลว่ามากล่าวต้อนรับ

พิธีกรประกาศเสร็จ...ท่านท้าวไกรสรเดินอาดๆ ๆ มาเลย
“ยินดีต้อนฮับ...ผู้เสี่ยวซ่านลงลึก”
ผู้เสี่ยวซ่านลงลึกโว้ย...มันเป็นยังไงวะ ?
จริงๆ เขาบอกว่า...ผู้เชี่ยวชาญลงลึก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง...เขาเรียกผู้เชี่ยวชาญลงลึก
“ยินดีต้อนฮับ...ผู้เชี่ยวชาญลงลึก  สาขาหู...คอ...ดั้ง”
เออ...หู...คอ...จมูก...เขาเรียก...หู...คอ...ดั้ง
“เราชาวลาวดีใจเป็นล้นเหลือ
เพื่อมิตรภาพของไทยลาว...ขอเซิ้นเราตำจอกกัน”

รู้จักตำจอกไหมครับ ?
แก้วนี่...เขาเรียกจอก...ชนแก้วเขาเรียกมาตำกัน
เลยต่างคนต่างตำกันใหญ่เลย...ขอตำด้วยคนครับ...ตำแก้วกันใหญ่
ตำกันสักพักหนึ่งพอหนำใจดีแล้ว
เขาพาไปดูโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเวียงจันทน์...ชื่อ  โรงพยาบาลมโหสถ
ห้องแต่ละห้องของโรงพยาบาลเขาเขียนชื่อประหลาดๆ
ห้องแรกครับ...เป็นห้อง ICU ห้องผู้ป่วยอาการหนัก
ลองทายซิครับว่าลาวเขาเรียกว่าห้องอะไร?...เออ เขาเรียกประหลาดมาก
“เขาเรียกห้องมรสุม”
ใครมาเข้าห้องนี้...มึงต้องโดนมรสุมมาแน่นอนเลย
แล้วถัดจากห้องมรสุมไปนะครับ  เป็นห้องผ่าตัด
ห้องผ่าตัดลาวเขาเรียกห้องอะไรรู้หรือเปล่า
โอ้โฮ...เขาเรียกตรงตัวเลย...“เขาเรียกห้องปาด.ด.ด.ด”
มึงมากูปาด...ปาดแหลกเลยครับ
โอ้โฮ...เราฟังแล้วหวาดเสียวครับ...ห้องปาด

ถัดจากห้องผ่าตัดไป...เป็นห้องคลอด...โอ้โฮ
แต่ห้องคลอดนี่เข้าศัพท์สูงมากเลย...เขาเรียกห้องอะไรรู้เปล่า ?
เอ้อ...“เขาเรียกห้องประสูติ”
โอ้โฮ...ฟังแล้วทึ่งเลย...ห้องประสูติ
สักพักมีคุณป้าคนหนึ่งท้องเบ้อเริ่ม...เดินท้องโย้มาเลยนะครับ
“คุ้นหมอๆ ๆ  ห้องประสูติไปทางได๋ ?”
“อุ๊...ห้องประสูติ...จะเป็นใครไปไม่ได้  นอกจากเชื้อพระวงศ์เท่านั้น”
“เชิญเสด็จทางซ้ายพะยะค่ะ...ไม่ทราบว่าต้องการพระโอรสหรือพระธิดา ?”
เราก็เพลินเลยครับ...คุยเพลินเลย

พอถัดจากห้องประสูติ...ถัดจากห้องคลอดไปปุ๊บ...เป็นห้องตรวจภายใน
รู้เปล่าห้องตรวจภายในเขาเรียกห้องอะไร ?
ห้องตรวจภายในเขาเรียกตรงตัวเป๊ะเลย…
“เขาเรียกห้องจ๊กเบิ่ง”
ห้องจ๊กเบิ่ง...แปลว่าห้องล้วงดูครับ
ผมยังสงสัยนะว่า...เขาเขียนผิดหรือเปล่า
น่าจะเขียนว่า... “ห้องเบิ่งจ๊ก”  มากกว่า
เออ...มันต้องดูก่อน  แล้วถึงจะล้วงสิมันถึงจะถูก
ไปคลำ...ไปล้วงโดยไม่ดูได้ยังไง ?
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2010, 10:40:53 AM »

ศัพท์บัญญัติ ( อิ - ดิ - อ่อด = idiot)
คิดว่าหลายท่านอาจเคยได้ยินคำว่า "ละมุนภัณฑ์" หรือ "กระด้างภัณฑ์"
กันบ้างแล้ว ซึ่งก็เป็นคำศัพท์ ภาษาไทยที่บัญญัติไว้แทนคำว่า Software และ Hardware นั่นเอง...
ทีนี้ เรามาดูถึงคำอื่นๆกันบ้างดีกว่า ขำ ขำ ..ช่างคิดกันจริง ๆ

พหุบัญชร -
บัญชร หมายถึง หน้าต่าง  ส่วน พหุ- แปลว่า มากมาย , หลาย
รวมแล้ว แปลว่า หน้าต่างหลายบาน หรือ Multi Windows
                                                             
จุดอิทธิฤทธิ์ -   
ฟังดูน่าตื่นเต้นดีไหมขอรับ แปลตรงตัวได้ว่า PowerPoint 

พหุอุบลจารึก -
อุบล = ดอกบัว หรือ Lotus    จารึก = บันทึก หรือ Note    พหุ- = หลาย
รวมแล้วแปลว่า Lotus Notes
                                                                           
ปฐมพิศ -
ปฐม = พื้นฐาน หรือ Basic     พิศ = การมอง คล้ายๆกับ Visual
รวมกันแปลว่า  Visual Basic

พหุภาระ -
พหุ = หลาย หรือ Multi    ภาระ = งาน เรื่องที่ต้องทำ หรือ Task
รวมกันเป็น  Multitasking

แท่งภาระ - 
ชุดต่อเนื่องของคำว่าภาระ หรือ Task ดังนั้นแท่งภาระจึงหมายถึง Taskbar   

แท่งหฤหรรษ์ -
แปลได้ความหมายดีมากคือ Joy Stick เพราะใช้ในการเล่นเกมทำให้เกิดความสุข
                                                                   
สรรค์ใน - 
สรรค์ = สร้าง ซึ่งก็คือ Build  รวมกับ ใน หรือ in  เป็น Build-in

ยืนเอกา -
เอกา = โดดเดี่ยว   ยืน = Stand   รวมความได้ว่า ยืนคนเดียว หรือ Stand Alone


จิ๋วระทวย -
คำนี้ อย่าซี๊ซั๊วแปลเองนะ    ฟังคำอธิบายก่อนนะขอรับ . . .
จิ๋ว = Micro   ส่วน ระทวย = อ่อน,นุ่ม    ดังนั้น จิ๋วระทวย หมายถึง Microsoft

สุดท้าย คณิตกร ฮั่นแน่..นึกไม่ออกใช่ม่ะ คณิตกร มันก็แปลว่า Computer !! อ่ะดิ

ข่าวน่าขำขัน ถ้าใช้ศัพท์แบบนี้  (ต้องไม่อ่านตัวภาษาอังกฤษ สีเขียว นะ)
.......  บริษัทคณิตกร (Computer) จิ๋วระทวย (Microsoft) สาขาประเทศไทยจำกัด เปิดตัวละมุนภัณฑ์ (Software) รุ่นล่าสุด พหุบัญชร (Multi Windows) ทิวทัศน์ ซึ่งละมุนภัณฑ์ตัวนี้ลักษณะเป็นแบบ สรรค์ใน (Build in) รองรับการทำงานแบบยืนเอกา (Stand Alone) รองรับกระด้างภัณฑ์ (Hardware) รุ่นใหม่ มีความสามารถในการประมวลผลแบบพหุภาระ (Multi Tasking) ด้วยชุดคำสั่งพื้นฐาน! ปฐมพิศ (Visual Basic) ทั้งนี้ไม่รองรับละมุนภัณฑ์ตัวเก่าจาก IBM อย่าง พหุอุบลจารึก (Lotus Notes) แต่รองรับการเล่นเกมรุ่นใหม่ๆได้ดี เพราะมีชุดคำสั่งการทำงานที่รองรับแท่งหฤหรรษ์ (Joy Stick) ที่หลากหลาย และยังมีคำสั่งพิเศษบนแท่งภาระ (Task Bar) ให้โอนถ่ายเข้าจุดอิทธิฤทธิ์ (Power Point) ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ เพื่อการนำเสนองานได้ในทันที ......   

อ่านแล้วจะได้ความรู้สึกแบบไหนหนอ ฮืม?     
บันทึกการเข้า

pinit
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 346


อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2010, 08:35:59 AM »

เลี้ยงลูกให้ถูกทาง

พ่อแม่ต้องเทในสิ่งที่ดีให้กับลูก...เวลาพ่อไม่อยู่บ้าน
แม่ต้องพูดในสิ่งที่ดีของพ่อให้ลูกฟัง...
“พ่อให้เจ้าดีอย่างโน้น...ดีอย่างนี้นะ”

แม่ไม่อยู่บ้านปุ๊บ...พ่อต้องพูดในสิ่งที่ดีของแม่ให้ลูกฟัง
“โอ...แม่เจ้านี่ดีนะ  ตอนที่ท้องเจ้านี่ลำบากยากเย็นมาก
กว่าจะคลอดได้   คนอื่นเข้าเจ็บท้องแค่ครึ่งชั่วโมงก็คลอดแล้ว
แต่ตอนที่คลอดแกแม่เจ้าเบ่ง 7 วัน 7 คืนไม่ยอมออก”
โอ้โฮ...ถ้าพูดอย่างนี้ลูกซาบซึ้งพระคุณแม่มากเลย
เพราะพ่อกับแม่ดีเหลือเกิน...

แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ครับ...พอพ่อออกนอกบ้าน  แม่นินทาให้ลูกฟัง
“พ่อมึงนี่ไม่ได้เรื่องเลย  นี่ทำงานมาตั้ง 16 ปี
ไม่เคยได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง...วันๆ ไม่ได้เรื่องอะไรเลย”
แม่บ่นตลอด...พูดตลอด  เอาแต่ส่วนที่ไม่ดีมาพูด
เวลาแม่ไม่อยู่บ้าน...พ่อก็นินทาแม่ให้ลูกฟัง
“โอ้โฮ...แม่มึงนี่แปลกจังเลยนะ  ทำไมเป็นคนยังไงไม่รู้
แก่ง่ายตายยาก...พูดมาก...กินจุ”
เป็นชุดเลยครับ...แก่ง่าย...ตายยาก...พูดมาก...กินจุ...โอ้โฮ...เป็นชุดเลย
แล้วเด็กมันรับอะไรเข้าไป...รับแต่ของไม่ดีที่พ่อแม่เทให้  ถูกไหมครับ ?

เพราะฉะนั้นเราบอกลูกต้องดี...ต้องดี...จะดียังไง ?
ในเมื่อพ่อแม่เทแต่ของไม่ดีให้ลูกตลอดเวลา
ที่ผ่านมาเริ่มที่พ่อ...ก่อที่แม่...แล้วไปแก้ที่ลูกครับ  แก้กันไม่ไหวครับ

เราต้องเริ่มที่แม่...แก้ที่พ่อ...ก่อที่ลูก...ปลูกฝังที่ครูอาจารย์
สร้างจิตวิญญาณที่พระ...ลูกเราถึงจะเป็นคนโดยสมบูรณ์
เป็นอัจฉริยะโดยสมบูรณ์ครับ...

คราวนี้กลับมาเทียบกับชีวิตการทำงาน
สมมุติว่าตัวเราถูกเจ้านายเรียกไปพบ
และถูกตำหนิ หรือต่อว่า (หรือจะเรียกว่าด่าก็ได้)
เมื่อออกจากห้องเจ้านาย เราย่อมอารมณ์บูด
แสดงให้เห็นได้ชัดจากสีหน้า...ถูกต้องไหม ?
ถ้าระหว่างที่อยู่ในห้วงอารมณ์นั้น
เราได้รับคำปลอมโยน และคำพูดในแง่ดีของหัวหน้า
จากปากของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ  เช่น
“เจ้านายเขารักเรา  หวังดีต่อเรา  ต้องการพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งขึ้น
เขาจึงต้องตำหนิ  และว่ากล่าวตักเตือนบ้าง  เพื่อให้เราได้ดี
เจ้านายเขาไม่ได้โกรธเราตลอดไปหรอก
เขาก็ตำหนิเฉพาะงานนี้เท่านั้นแหละ
ถ้างานได้รับการแก้ไขถูกต้อง  เขาก็หายโกรธ”

แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม...
พอออกจากห้องเจ้านายมา...เจอเข้ากับเจ้าบ่างช่างยุ
บอกเลยว่า “เจ้านายเขาด่ามึง  แสดงว่าเขาจะไม่เอามึงแล้ว”
และก็ใส่ไฟเพิ่มเติมอีก 1 กระบุง...
คราวนี้เราก็จะอารมณ์บูดหนักขึ้นไปอีก...เครียดด้วย...จริงไหม ?

ทางที่ดี  เราต้องสงบสติอารมณ์...ใช้เวลาอยู่เงียบๆ คนเดียว
พอสติมา...ปัญญาจะเกิด...เราก็จะคิดได้
โดยเทียบเคียงเรื่องราว และประวัติความเป็นมาของข้อมูล
และของผู้ให้ข้อมูล...เราก็จะแยกแยะได้...และมีกำลังใจทำงานต่อไป

เหมือนกับการทำงานของพระอาทิตย์จากกระทู้ # 10  จริงไหม
การตัดสินใจหรือการทำงานของเราทุกครั้ง
ไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบทั้งหมด
ย่อมมี 3 อย่างเสมอ...ชอบ...ไม่ชอบ...และวางเฉย
เราควรยึดความถูกต้องเข้าไว้...พร้อมกับคิดในแง่ดี...แล้วชีวิตจะดีเอง
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 ... 14
พิมพ์
 
กระโดดไป: